ไม่ต้องบินไกลก็สามารถชมความงามของดอกซากุระญี่ปุ่นได้ บนดอยอ่างขาง

ดอกซากุระถือเป็นหนึ่งในสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลฮานามิ ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมการชมดอกไม้ที่อยู่คู่กับชาวญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้นไม่จำเป็นต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลถึงแดนอาทิตย์อุทัยก็สามารถชื่นชมความงามของดอกซากุระญี่ปุ่นได้ที่ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่นี่เอง

ในประเทศไทยมีต้นนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งมีดอกสีชมพูและเป็นต้นไม้วงศ์กุหลาบ (Rosaceae) เช่นเดียวกับต้นซากุระของประเทศญี่ปุ่น จนได้รับฉายาว่าเป็นซากุระเมืองไทย โดยต้นนางพญาเสือโคร่งนั้นจะขึ้นตามไหล่เขาที่มีอากาศเย็น จึงพบมากในบริเวณภาคเหนือตอนบน มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งชูดอกนางพญาเสือโคร่งเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นที่ดอยอินทนนท์, ขุนช่างเคี่ยน, ขุนแม่ยะ, ดอยช้าง-ดอยวาวี, ดอยแม่ตะมาน, ดอยผาตั้ง หรือดอยแม่สลอง แต่สำหรับที่ดอยอ่างขางนั้น นอกจากจะเต็มไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งแล้ว ในสถานีเกษตรหลวงอ่างขางยังได้ปลูกต้นซากุระสายพันธุ์ญี่ปุ่นไว้อีกด้วย

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ตั้งอยู่บนเทือกเขาแดนลาว ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นโครงการหลวงแห่งแรกของประเทศไทย ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพลิกฟื้นผืนดินจากดอยเขาหัวโล้นให้กลายมาเป็นแหล่งผลิตพืชผักผลไม้เมืองหนาวอันอุดมสมบูรณ์อย่างในปัจจุบัน โดยการนำต้นซากุระมาปลูกในประเทศไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากเมื่อครั้ง “หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี” องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวงได้เสด็จประเทศญี่ปุ่น และทราบว่าประเทศญี่ปุ่นมีการจัดเทศกาลฮานามิ ท่านจึงได้นำต้นซาระมาปลูกไว้บริเวณรอบ ๆ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ก่อนที่ต่อมาจะนำต้นเชอร์รี่ไต้หวัน ซึ่งมีลักษณะเดียวกันมาปลูกเพิ่มเติมเมื่อปี พ.ศ. 2551 ทำให้ปัจจุบันมีต้นซากุระญี่ปุ่นและต้นเชอร์รี่ไต้หวันปลูกรวมกันกว่า 3,000 ต้นทั่วสถานเกษตรหลวง และเมื่อเข้าสู่หน้าหนาวพันธุ์ไม้ทั้ง 3 ชนิดอย่างต้นซากุระ, ต้นเชอร์รี่ไต้หวัน และต้นนางพญาเสือโคร่งจะออกดอกบานสะพรั่ง ดอยอ่างขางจึงกลายเป็นดินแดนสีชมพูแสนโรแมนติก

ดอกซากุระที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางจะเริ่มบานในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี โดยนักท่องเที่ยวสามารถชมดอกซากุระจากประเทศญี่ปุ่นได้ที่สวนเฉลิพระเกียรติ 80 พรรษา และสวนกุหลาบอังกฤษ รวมไปถึงตลอดสองข้างทางภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยการใช้ถนนหลวงหมายเลข 107 เส้นทางเชียงใหม่-ฝาง

นอกจากจะได้ชื่นชมความสวยงามของดอกซากุระแล้ว ที่ดอยอ่างขางยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นที่น่าสนใจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิวม่อนสน ที่ขึ้นชื่อเรื่องการชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า, ไร่ชาสองพัน ไร่ชาที่ปลูกเป็นขั้นบันไดตามแนวเขา, ตลาดชุมชมบ้านคุ้ม ตลาดขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่ง และแปลงสาธิตไม้ดอก สวนไม้ดอกนานาชนิดที่ปลูกสลับหมุนเวียนตลอดทั้งปี

เครดิตภาพ: https://www.108like.com/trips/image/sakura-ak-6_1457214409.jpg

สะพานซูตองเป้ ความงดงามอย่างลงตัวของธรรมชาติและแรงศรัทธาแห่งเมืองสามหมอก

แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อในเรื่องทะเลหมอก ด้วยการมีทะเลหมอกแทบตลอดทั้งปี จนได้รับสมญานามว่า “เมืองสามหมอก” ซึ่งเกิดจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนไปมา จึงทำให้สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ น้อยนักที่จะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นได้แก่ “สะพานซูตองเป้” สะพานไม้ที่เกิดจากความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อพระพุทธศาสนา

สะพานซูตองเป้ ตั้งอยู่ที่บ้านกุงไม้สัก ตำบลปางหมู อำเภอเมืองฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับการยกย่องให้เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ด้วยขนาดกว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 500 เมตร ทอดยาวข้ามท้องทุ่งนาเขียวขจีของชาวบ้านและลำน้ำแม่สะงา ในการสร้างสะพานแห่งนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณของทางราชการเลยสักบาท แต่ใช้การร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านกุงไม้สักที่นำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้สร้างฐานรากทั้งคานและเสา รวมทั้งสานไม้ไผเป็นพื้นสะพานทอดยาวตลอดเส้นทาง โดยวัตถุประสงค์ของการสร้างสะพานแห่งนี้ก็เพื่อเชื่อมระหว่างหมู่บ้านกุงไม้สักกับสวนธรรมภูสมะ สถานปฏิบัติธรรมอันปลีกวิเวกเงียบสงบ ใช้เป็นเส้นทางบิณฑบาตของพระภิกษุสงฆ์และการสัญจรไปมาของชาวบ้าน จึงนับได้ว่าสะพานแห่งนี้สร้างสำเร็จลงได้ด้วยพลังแห่งความศรัทธาอย่างแท้จริง ซึ่งเริ่มเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2554 โดยใช้เวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จเพียง 3 เดือนเท่านั้น

ด้วยความที่ตัวสะพานรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ จึงทำให้เกิดเป็นวิวทิวทัศน์ที่งดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคม อันเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านเริ่มดำนาก็จะเกิดภาพท้องทุ่งนาเขียวขจี และหากเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนก็จะได้เห็นข้าวออกรวงสีทองเหลืองอร่าม โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่นยามเช้าและร่วมทำบุญตักบาตรได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา อันเป็นเวลาที่พระภิกษุเริ่มเดินบิณฑบาตข้ามสะพานซูตองเป้มายังหมู่บ้าน และจะข้ามสะพานกลับไปยังสวนธรรมภูสมะประมาณ 7 นาฬิกา โดยหลังจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปยังสวนธรรมภูสมะเพื่อสักการะองค์พระพุทธรูปทรงเครื่อง อันเป็นศิลปะตามแบบฉบับพม่า และมองมุมสูงลงมายังสะพานซูตองเป้ได้อีกด้วย

คำว่า “ซูตองเป้” เป็นภาษาไทใหญ่ มีความหมายว่า “อธิษฐานประสบผลสำเร็จ” จึงมีความเชื่อว่าหากข้ามสะพานนี้ก็จะประสบความสำเร็จสมดังตั้งใจ ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากตั้งใจเดินทางมาข้ามสะพานแห่งนี้สักครั้ง รวมทั้งสัมผัสกับความงามของธรรมชาติโดยรอบ จนสะพานแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดแม่ฮ่องสอนในที่สุด แต่ด้วยความที่พื้นสะพานทำจากไม้ไผสาน ซึ่งไม่ได้มีความแข็งแรงมากมายนัก เนื่องจากถูกออกแบบมาให้ใช้เดินสัญจรไปมาเท่านั้น จึงเกิดการรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวไม่วิ่งหรือกระโดดระหว่างข้ามสะพาน เพื่อไม่ให้เกิดการชำรุดเสียหายแก่ตัวสะพาน

สะพานซูตองเป้อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น โดยนักท่องเที่ยวสามารถขับรถยนต์ส่วนตัวไปตามถนนหลวงหมายเลข 1095 มุ่งหน้าสู่บ้านกุงไม้สัก จากนั้นจอดรถไว้ที่วัดกุงไม้สักแล้วเดินต่อไม่นานก็จะพบกับสะพานไม้แห่งแรงศรัทธา อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านกุงไม้สักทุกคน

เครดิตภาพ: https://s.isanook.com/tr/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3RyLzAvdWQvMjgyLzE0MTMxMTcvaXN0b2NrLTg4MDIyOTczNC5qcGc=.jpg

จิบกาแฟ แลวิวทิวทัศน์ ที่ “ดอยผาฮี้” จังหวัดเชียงราย

                เชียงราย เป็นแหล่งปลูกกาแฟคุณภาพดีที่ส่งขายไปทั่วประเทศ คอกาแฟตัวจริงคงรู้จักชื่อเสียงของ “กาแฟผาฮี้” ซึ่งเป็นกาแฟที่ปลูกโดยชาวอาข่าหมู่บ้านผาฮี้ การันตีความเป็นหนึ่งไม่แพ้ใครด้วยรางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดเมล็ดกาแฟอาราบิก้า ในงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ ปี 2554 ดีเด่นขนาดนี้เราไปจิบกาแฟอร่อย ๆ ที่ “ดอยผาฮี้” กันดีกว่า

“ดอยผาฮี้” เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ในตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เราสามารถเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายไปยังอำเภอแม่สายและตรงมายังดอยผาหมี จากดอยผาหมีประมาณ 7 กิโลเมตรเราก็จะถึงปลายทางที่ “ดอยผาฮี้” หมู่บ้านผาฮี้เป็นหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่าที่มีชีวิตแบบดั้งเดิมและเรียบง่าย บ้านแต่ละหลังจะปลูกเรียงลดหลั่นกันไปตามไหล่เขา หรืออยู่ท่ามกลางภูเขาและป่าไม้ที่เขียวขจีนั่นเอง หากเรามาเที่ยวในช่วงเดือนมกราคมเราจะเห็นดอกนางพญาเสือโคร่งสีชมพูบานสะพรั่งอวดความงามแซมอยู่ในป่าสีเขียวด้วยจะเป็นภาพที่มีมิติและสวยงามมาก

พามาแหล่งผลิตกาแฟระดับโลกทั้งที ร้านกาแฟสุดชิลที่ต้องแนะนำคือ “ร้านกาแฟภูผาฮี้” รสชาติกาแฟระดับ    พรีเมี่ยมจะพาให้หัวใจเราล่องลอยดังช่วงเวลาต้องมนต์ และบรรยากาศที่เห็นเบื้องหน้าหมอกสีขาวลอยเอื่อย ๆ บนฉากหลังภูเขาเขียวขจีก็เหมือนเวลาเดินช้าลงไปชั่วขณะอีกเช่นกัน เอาล่ะหลังจากตื่นจากภวังค์แล้วก็มองหาที่พักบนดอยผาฮี้มี     โฮมสเตย์แนะนำในราคาหลักร้อยแต่บรรยากาศหลักพันล้านอยู่หลายแห่ง (ทางที่ดีติดต่อจองกันก่อนดีกว่า) แต่ละแห่งคงความเรียบง่ายธรรมดาไม่ได้หรูหราแต่เรียบง่ายธรรมดา และความธรรมดานี่แหล่ะที่ทำให้มีเสน่ห์เพราะเราสามารถสัมผัสได้ด้วยหัวใจจริง ๆ ตอนกลางคืนอากาศจะเย็น ๆ สักหน่อยแอร์ก็เป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นไปเลยทีเดียว

หากจะขึ้นมาเที่ยวฤดูหนาวน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะในการขึ้นดอยผาฮี้ไปจิบกาแฟร้อน ๆ ดูทะเลหมอกยามเช้า จะเป็นการดีถ้าจะชวนคนรักไปดื่มด่ำบรรยากาศแสนโรแมนติก และถักทอความรักให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หรือจะชวนแก๊งค์เพื่อนมานอนรำลึกความหลังวัยละอ่อนกันที่โฮมสเตย์สุดชิคสักหลังหนึ่งก็จะสร้างความผูกพันให้ยาวนานต่อไปอีก บางทีบรรยากาศที่ดี ๆ ก็ช่วยให้เราลืมปัญหาไปได้ชั่วคราวเพราะเรามัวแต่เก็บเกี่ยวเอาความสุขให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะกลับไปเผชิญกับมันนั่นเอง

ดังนั้น ถ้าใครตัดสินใจเลือกสถานีปลายทางที่ “ดอยผาฮี้” แล้ว ก็ต้องรีบวางแผนจับจองที่พักและการเดินทางล่วงหน้าได้เลย เพราะหากไปช่วงปลายปีอาจจะไม่มีที่พักสุดคูลให้เลือกสรรอีก เพราะว่ายังอยู่ในเทรนที่ใคร ๆ ต้องไปเยือนหากใครเร็วกว่าก็ได้ไปก่อนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

นั่งรถฟาร์มทัวร์ “ชมทุ่งปอเทือง ดูไร่ชา เพลินตาเขาคอสมอส” ที่ไร่บุญรอด

เมืองไทยมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่บรรยากาศเอื้ออำนวยให้ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยว เพื่อสัมผัสอากาศหนาวเย็น ภาคเหนือจึงเป็นภูมิภาคแรก ๆ ที่เรามักนึกถึงด้วยมีความหนาวเย็นเป็นจุดขายนั่นเอง ใครวางแพลนขึ้นเหนือมาเที่ยวเชียงรายขอแนะนำสถานที่ใกล้ชิดธรรมชาติและมีจุดเช็คอินหลายแห่งในสถานที่เดียว แถมยังไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงรายอีกด้วย นั่นก็คือ “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” นั่นเอง

บนพื้นที่กว่า 8,000 ไร่ ริมถนนสายเด่นห้า-ดงมะดะ ห่างจากตัวเมืองเชียงรายเพียง 9 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ ”สิงห์ปาร์ค เชียงราย” หรือเราเรียกติดปากว่า “ไร่บุญรอด” เจ้าของก็เป็นคนเดียวกับเจ้าของบริษัท บุญรอด จำกัด ผู้ผลิตเบียร์สิงห์นั่นเอง ภายในไร่ได้จัดวางพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วนโดย “มุ่งเน้นทำเกษตรแบบผสมผสาน รักษาสมดุลของธรรมชาติ และการอยู่ร่วมกับชุมชน” ภายในไร่จึงมีการทำการเกษตรที่หลากหลายและมีลูกจ้างเป็นคนในพื้นที่

ไร่บุญรอดเป็นลักษณะของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ครบวงจรเราจะได้เห็นผลผลิตทางการเกษตรของไร่บุญรอดไม่ว่าจะเป็น ไร่ชาอู่หลง ไร่สตรอเบอร์รี่ ไร่ข้าวบาเล่ย์ สวนผัก และมีการต่อยอดผลผลิต อาทิ ร้านกาแฟและเบเกอรี่ ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสริมอื่น เช่น การปั่นจักรยานชมทัศนียภาพสวนเกษตร สวนดอกไม้และสวนสัตว์ เป็นต้น

จุดเช็คอินที่เป็นแลนด์มาร์คของไร่บุญรอดคงหนีไม่พ้น “สิงห์สีทอง” ที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณด้านหน้าทางเข้าไร่บุญรอด ซึ่งใครที่มาเยือนต้องไปถ่ายรูปกับสิงห์สีทองแล้วกดแชร์บน Facebook ไม่เช่นนั้นจะถือว่ามายังไม่ถึง เราสามารถขับรถเข้าไปในไร่ได้แต่จะสามารถจอดได้เพียงบางจุดเท่านั้น ถ้าจะให้ดีใช้บริการรถฟาร์มทัวร์ที่วิ่งวนอยู่ในไร่บุญรอดจะดีที่สุด

รถฟาร์มทัวร์จะพาเราผ่านไร่ปอเทืองสีเหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตา ถัดไปเป็นทุ่งดอกคอสมอสหลากสีสันบนเนินเขาตัดกับท้องฟ้าสีครามสดใสแสนโรแมนติก ไม่ไกลกันนักเราจะมองเห็นไร่ชาอู่หลงกว่า 600 ไร่ แปลงยาวลดหลั่นเป็นแนวสีเขียวมองสุดสายตายังหาที่สิ้นสุดไม่เจอแต่ดูแล้วสบายตายิ่งนัก ถ่ายรูปกันพอแล้วจุดต่อไปเด็ก ๆ จะชอบเป็นพิเศษเพราะมีสวนสัตว์ขนาดย่อม ๆ ได้แก่ ยีราฟ ม้าลาย วัววาตูซี่ และนกซันคอนัวร์ เราก็แวะให้อาหารสัตว์กัน สำหรับใครที่ออกแนวรักการผจญภัยลองเครื่องเล่นซิปไลน์ที่จะพาเราลอยข้ามไร่ชาอู่หลงชมวิวรอบตัว 360 องศา งานนี้อาจต้องใช้ความกล้าเต็ม 100% ส่วนใครที่รักการปั่นก็เลือกใช้บริการเช่าจักรยานปั่นตามเส้นทางที่สวยงามสุดคูลจะได้อารมณ์ชิล ๆ ไปอีกแบบ

ดังนั้น วันหยุดยาวในช่วงหน้าหนาวนี้ อย่าลืมแวะไปที่ไร่บุญรอดพาครอบครัว และคนที่เรารักมาทำเที่ยวชมความสวยงามของดอกไม้ ต้นไม้ และทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน พร้อมรับไอเย็นให้ร่างกายได้สดชื่น สำหรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่งมาถึงเชียงรายหากจะพิจารณาบรรจุ “ไร่บุญรอด” ไว้ในโปรแกรมท่องเที่ยวด้วยก็ไม่น่าจะเสียหายแต่อย่างใด

“ขุนกรณ์” น้ำตกใกล้เมืองเชียงรายที่อยากให้ไปยล

แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติใกล้ตัวเมืองเชียงราย และเป็นที่นิยมแห่งหนึ่ง ได้แก่ “น้ำตกขุนกรณ์” ซึ่งเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดและสูงที่สุดในจังหวัดเชียงราย มีความสูงถึง 70 เมตร ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้าย และป่าแม่กกฝั่งขวา มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ และมีฐานะเป็น “วนอุทยานน้ำตกขุนกรณ์” โดยจุดเด่นของน้ำตกขุนกรณ์ที่เป็นเสน่ห์ต่อผู้ที่ไปเยี่ยมชมก็คือน้ำที่ใสสะอาดและไหลตลอดทั้งปี น้ำตกขุนกรณ์มีต้นกำเนิดมาจากลำน้ำแม่กรณ์ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของห้วยแม่กรณ์ ห้วยแม่มอญ ห้วยย่าดี ห้วยเลาอ้าย เดิมชาวบ้านเรียกว่า ”น้ำตกตาดหมอก” ซึ่งคำว่าตาดมาจากภาษาลาว หมายถึง น้ำตก

สภาพพื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก มีพันธุ์ไม้ในป่าดิบเขา ได้แก่ ก่อก้างด้าง ก่อพวง ก่อเดือย ก่อสีเสียด และพันธุ์ไม้ในป่าดิบแล้งบริเวณที่เป็นหุบเขาและริมห้วย ได้แก่  ยางแดง กระบาก ตะเคียนหิน นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าหลายประเภทให้ได้พบเห็น ได้แก่ ไก่ป่า หมูป่า และเก้ง ที่นี่จึงเป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาและวิจัยอีกด้วย อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูฝนอาจจะไม่เหมาะสำหรับการไปเที่ยวนักเพราะอาจเกิดน้ำป่าไหลหลากที่ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากมีต้นกำเนิดจากแม่น้ำหลายสาย โดยทางวนอุทยานจะประกาศปิดเป็นครั้งคราวตามสภาพภูมิอากาศในช่วงนั้น ๆ

“น้ำตกขุนกรณ์” อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายเพียง 33 กิโลเมตร เราสามารถเดินทางด้วยรถสองแถวประจำทางสาย เชียงราย-บ้านปางริมกรณ์ หรือรถยนต์ส่วนบุคคล จากตัวเมืองเชียงรายเราเดินทางไปตามถนนพหลโยธิน เส้นทางเชียงราย-พะเยา ประมาณ 13 กิโลเมตรพอถึงแยกบ้านร่องขุ่นให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1208 ประมาณ 5 กิโลเมตร จนถึงสามแยกบ้านใหม่เลี้ยวขวาตามป้ายบอกทางเข้าน้ำตกขุนกรณ์ตามทางหลวงหมายเลข 1208 ประมาณ 12 กิโลเมตรเราก็ถึงวนอุทยานน้ำตกขุนกรณ์ จากนั้นเดินเท้าขึ้นน้ำตกระยะทางประมาณ 1.4 กิโลเมตร ทางเดินขึ้นน้ำตกบางช่วงที่มีความชันอาจจะเดินลำบากทางวนอุทยานก็อำนวยความสะดวกโดยการทำขั้นบันไดและราวไม้ไผ่ หรือสร้างสะพานไม้ไผ่พาดข้ามธารน้ำสำหรับเดินไปยังอีกฝั่งหนึ่งอย่างกลมกลืนกับพื้นที่อีกด้วย ที่วนอุทยานไม่มีบ้านพักและไฟฟ้าไว้บริการนักท่องเที่ยว หากว่าใครต้องการสัมผัสธรรมชาติทางวนอุทยานก็มีสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้กางเต็นท์พักแรมค้างคืนได้ ซึ่งคงถูกใจคนที่ชอบนอนกลางป่าฟังเสียงแมลงกลางคืนร้องในความมืดมิดได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น เช่น ร้านค้าจำหน่ายสินค้าและอาหารก็มีไว้บริการด้วยเช่นกัน

สำหรับใครที่มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนจังหวัดเชียงรายก็อย่าลืมเจียดเวลาไปเที่ยวน้ำตกขุนกรณ์กันด้วย ลองไปเยี่ยมชมความสมบูรณ์ของป่าไม้ และความใสสะอาดของน้ำตกว่าน่าลงไปเล่นมากน้อยขนาดไหน

ไปทักทายความหนาวที่ “ภูชี้ฟ้า” กันดีกว่า

ออกเดินทางจากตัวเมืองเชียงรายไปตามถนนหมายเลข 1020 บนเส้นทางเชียงราย-เทิง ประมาณ 64 กิโลเมตร และไปต่อถนนหมายเลข 1021 เส้นทางเทิง-เชียงคำ อีกประมาณ 6 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหมายเลข 1155 ด้วยความเร็วที่ช้าลงหน่อยเพราะต้องขับรถขึ้นเขาที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคดพอสมควร ผ่านปางค่า บ้านรักถิ่นไทย บ้านรักแผ่นดิน และบ้านแผ่นดินทองที่กิโลเมตร 25 ให้เลี้ยวขวาสู่ถนนหมายเลข 1093 ไปทางอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ประมาณ 11 กิโลเมตรพอถึงทางแยกตามป้ายบอกทางให้เลี้ยวซ้ายไปอีก 1.7 กิโลเมตรก็จะถึง “ที่ทำการวนอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า”  “ภูชี้ฟ้า” จะทำให้เราได้สัมผัสกับความหนาวเย็นและความสวยงามของธรรมชาติได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ ยืนยันจากความนิยมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาอย่างไม่ขาดสายโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวไปดูความเป็นเลิศของ “ภูชี้ฟ้า” กันดีกว่า

ภูชี้ฟ้าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดบนดอยผาหม่น ซึ่งคั่นชายแดนไทย-ลาว เอาไว้ ในส่วนของยอดภู จะมีลักษณะภูมิประเทศเป็นหน้าผาที่มีแหลม โดยจะยื่นเข้าไปในอากาศ ทำให้ดูคล้ายว่ากำลังชี้ขึ้นไปบนฟ้า นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ “ภูชี้ฟ้า”  มีพื้นที่ครอบคลุมบ้านร่มฟ้าทอง ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น และบ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

“ทะเลหมอกที่สวยที่สุด” ทุ่งหญ้ากว้างราว 1 กิโลเมตรบนยอดภูชี้ฟ้าจัดเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยที่สุด หากเรามองจากหน้าผาลงไปด้านล่างคือหมู่บ้านเชียงตองในประเทศลาว เมื่อพระอาทิตย์เริ่มแตะขอบฟ้าเวลาสักตีห้าถึง 6 โมง เราจะเห็นแสงอาทิตย์ตัดกับทะเลหมอกสีขาวเบื้องล่างสวยงามเกินบรรยาย เราจะได้เห็นทะเลหมอกสีขาวที่สวยงาม และบนฉากหลังของป่าเขาสีเขียวสลับซับซ้อนคล้ายระลอกคลื่นไปจนถึงเวลา 7-8 โมงเช้า แล้วหมอกขาว ๆ ก็จะค่อย ๆ หายไปเหลือเพียงผืนป่าสีเขียวเท่านั้นแต่ก็จะสวยงามสบายตาเช่นกัน ดังนั้น หากเราอยากเห็นทะเลหมอกแสนสวยก่อนใคร อาจจะต้องรีบเดินขึ้นไปบนยอดภูก่อนคนอื่นเพื่อเลือกทำเลเหมาะ ๆ ไว้นั่งชิล ๆ กันบอกได้เลยว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง

หากเลือกจะเดินทางไป “ภูชี้ฟ้า” ช่วงหน้าหนาวเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเที่ยวมากที่สุด โดยเฉพาะเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่อากาศกำลังหนาวได้ที่เลยทีเดียว สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกทางวนอุทยานภูชี้ฟ้าได้จัดเตรียมไว้อย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นที่พักสำหรับมาเป็นครอบครัว และจุดตั้งเต้นท์สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสอากาศหนาวเย็นอย่างใกล้ชิด มีการรักษาความปลอดภัย และมีสถานที่จอดรถอย่างเพียงพอ

ถึงเวลาจัดตารางและนัดแนะครอบครัวเพื่อนฝูง เพื่อออกไปทักทายความหนาวและไปสูดอากาศบริสุทธิ์กันให้เต็มปอดที่ “ภูชี้ฟ้า” จังหวัดเชียงราย ไปพักผ่อนกันให้เต็มที่ก่อนกลับไปทำงานกันต่อ

ตามรอย 13 หมูป่าที่ “วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน”

โลกได้รู้จักคนไทยและประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้นจากเหตุการณ์ช่วยชีวิต 13 หมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำ ซึ่งแสดงถึง “ความเป็นหนึ่งเดียวของชาติไทย” เป็นความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นว่านับจากนี้ไป แม้จะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอีกเราคนไทยก็สามารถรับมือกับมันได้อย่างแน่นอน เอาล่ะถึงเวลาที่เราจะไปเยี่ยมชม “วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” จังหวัดเชียงรายกันแล้ว เราไปดูกันว่าที่นั่นมีธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจอะไรบ้าง?

วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เป็นวนอุทยานในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน อยู่ในเขตตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 5,000 ไร่ ภูมิประเทศเป็นภูเขาขนาดใหญ่หลายลูกติดต่อกันความสูงเฉลี่ย 779 เมตร และลาดชันมาทางทิศตะวันออก มีความยาวของถ้ำประมาณ 10.30 กม. สถานที่สำคัญของวนอุทยาน ได้แก่

“ถ้ำหลวง” (ถ้ำที่ 13 หมูป่าอคาเดมี่ติดอยู่ 9 วัน) เป็นถ้ำหินปูนกึ่งแห้งขนาดใหญ่ เป็นถ้ำที่มีความยาวมากที่สุดอันดับ 4 ของประเทศไทย ปากถ้ำเป็นโถงกว้าง ในถ้ำเราจะพบเกล็ดหินที่สะท้อนแสงระยิบระยับ หินงอก หินย้อย ธารน้ำไหล ถ้ำลอด และถ้ำแขนง แนวโถงถ้ำมีความคดเคี้ยวบางช่วงอาจจะเพดานต่ำเข้าลำบาก ปกติถ้ำหลวงจะให้เข้าชมในช่วงหน้าแล้งระหว่างเดือนธันวาคม–มิถุนายน และปิดในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน เพราะว่าปริมาณน้ำมากไหลผ่านถ้ำหรือท่วมพื้นที่ในถ้ำด้วย ใครจะเที่ยวชมถ้ำต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ก่อน และอาจต้องใช้ผู้นำทางที่มีความชำนาญในพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านในท้องถิ่นเป็นผู้นำเที่ยวได้

“ขุนน้ำนางนอน ห่างจากถ้ำหลวงไม่ไกล เดินเท้าได้ประมาณ 2.5 กิโลเมตร ” เป็นแอ่งน้ำเล็ก ๆ มีพื้นที่ทั้งหมด 3 ไร่ ซึ่งเกิดจากธารน้ำที่ไหลออกมาจากรอยแยกของหินใต้ภูเขาหินปูน โดยจะมีน้ำไหลตลอดทั้งปี บริเวณรอบ ๆ ยังเป็นป่าเบญจพรรณที่หลากหลาย กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งศึกษาธรรมชาติ เช่น พันธุ์พืชหายาก การส่องนก ระบบนิเวศน์ป่าเบญจพรรณที่สมบูรณ์ เป็นต้น

วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดเชียงรายประมาณ 60 กิโลเมตร และห่างจากตัวอำเภอแม่สายประมาณ 8 กิโลเมตร เราสามารถเดินทางเพียงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางเชียงราย-แม่สาย เดินทางไปตามป้ายบอกตลอดเส้นทางที่ชัดเจน เราจะเดินทางด้วยถนนลาดยางตลอดทั้งสายจนถึงถึงวนอุทยาน ที่นี่จึงเหมาะสำหรับผู้ที่นิยมการผจญภัยในถ้ำและการศึกษาธรรมชาติที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง แต่ควรเลือกช่วงเวลาในการเที่ยวชมกันสักหน่อย และเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดด้วย อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์ช่วย 13 หมูป่าติดถ้ำแล้ว ทางวนอุทยานได้ปิดปรับปรุงและอยู่ระหว่างการพัฒนาพื้นที่ให้มีสภาพสมบูรณ์เหมือนเดิมมากที่สุด รวมไปถึงทบทวนมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวด้วย เพื่อให้ผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชมได้รับความสุขจากการดื่มด่ำธรรมชาติ และมีความปลอดภัยในคราวเดียวกันด้วยนั่นเอง

ชวนไปขอโชคลาภและความสำเร็จที่ “วัดห้วยปลากั้ง” จังหวัดเชียงราย

วัดในตัวเมืองเชียงราย ส่วนใหญ่จะเป็นวัดศิลปะล้านนาหรือศิลปะเชียงแสนที่มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี เช่น วัดพระแก้ว วัดกลางเวียง วัดพระสิงห์ เป็นต้น ซึ่งในตัวเมืองเชียงรายยังมีวัดสวย ๆ ที่ผสมผสานศิลปะแบบล้านนากับศิลปะแบบอื่นในยุคใหม่ เราลองไปเยี่ยมชมวัดแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก ว่ากันว่ามี “เจ้าแม่กวนอิม” ที่ศักดิ์สิทธิ์มากใครเจ็บไข้ได้ป่วยไปกราบไหว้ขอพรพอกลับมาอาการก็ได้บรรเทาเบาบางลงเป็นอย่างมาก เราจะไปกันที่ “วัดห้วยปลากั้ง” กัน

เราจะตั้งต้นเดินทางกันตรงที่ห้าแยกอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช บนเส้นทางถนนพหลโยธินมุ่งหน้าไปยังสะพานข้ามแม่น้ำกกเมื่อลงสะพานให้เกาะเลนซ้ายและเลี้ยวซ้ายตรงบริเวณแยกไฟแดงแรกเข้าสู่บ้านใหม่ตำบลริมกก พอผ่านร้านอาหารเอกโอชาเราจะเจอ 3 แยกให้เลี้ยวขวาไปทางตำบลแม่ยาวประมาณ 1 กิโลเมตรทางเข้าวัดจะอยู่ฝั่งขวามือให้ขับไปตามป้ายบอกเส้นทางวัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ

“วัดห้วยปลากั้ง” เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเขาบริเวณวัดที่ร่มรื่น และสถาปัตยกรรมที่แปลกตาหากเรามองลงมาจากวัดจะเห็นวิวทิวทัศน์อำเภอเมืองเชียงรายผ่านยอดไม้เขียวสดและนาข้าวเขียวขจีสบายตา สิ่งที่โดดเด่นชัดเจนของวัดก็คือ “เจ้าแม่กวนอิม” องค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย และเจดีย์สูง 9 ชั้น ที่เรียกว่า “โชคธรรมเจดีย์” เป็นการผสมผสานศิลปะจีนและล้านนา จึงมีรูปทรงแปลกตาด้วยทรงแหลม หลังคาสีแดง มีรูปปั้นมังกรทอดยาวอยู่ทั้งสองข้างบันไดที่รายล้อมไปด้วยเจดีย์เล็ก ๆ 12 ราศี เชื่อกันว่าการได้มาเยือนเหมือนเรากำลังย่างก้าวไปยังเขตสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า ในแต่ละชั้นของมหาเจดีย์มีองค์ประธานตั้งอยู่ ได้แก่ ชั้นแรกมีเจ้าแม่กวนอิมปางประทานพรขนาดใหญ่ที่แกะสลักด้วยไม้จันทร์หอมจากประเทศจีน อินเดีย พม่า ชั้นที่ 2 มีเจ้าแม่กวนอิมปางประทับยืน ชั้นที่ 3 เจ้าแม่กวนอิมปางประทับนั่ง ชั้นที่ 4 หลวงพ่อพระพุทธโสธรจำลอง ชั้นที่ 5 เจ้าแม่กวนอิมปางพันมือ ชั้นที่ 6 พระอริยะเจ้า หลวงปู่โต พรหมรังสีและหลวงปู่ทวด ชั้นที่ 7 พระพุทธรูปปางนาคปรกที่เชื่อกันว่าเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่ปกป้องคุ้มครองโลก ชั้นที่ 8 พระสังกัจจายน์ พระศรีอริยเมตไตรยเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ ความมั่งคั่ง ร่ำรวย และสุดท้ายชั้นที่ 9 เป็นที่ประดิษฐานของพระอิศวรเทพผู้ปัดเป่าโรคภัยไข้ได้เจ็บ และมอบความสมหวังความสำเร็จ

วัดห้วยปลากั้งสามารถไปได้ทุกเพศทุกวัย แม้แต่ผู้สูงอายุที่กังวลในเรื่องการเดินขึ้นลงองค์เจดีย์ ทางวัดก็มีลิฟท์ไว้บริการอีกด้วย ผู้ที่ศรัทธาเชื่อว่าเมื่อได้กราบไหว้สักการะขอพรองค์เจ้าแม่กวนอิม พระอรหันต์ พระอริยะสงฆ์ และพระอิศวร ในเร็ววันจะได้ย้อนกลับมากราบท่านอีกครั้งเมื่อโรคภัยไข้เจ็บได้เบาบาง และโชคลาภได้เกิดขึ้นต่อตนเองและครอบครัว ดังนั้นจึงอย่าได้พลาดด้วยประการทั้งปวง

ท่องเที่ยวเชิงธรรมะกันที่ “ไร่เชิญตะวัน”

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์รูปแบบหนึ่งที่เน้นศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และศาสนา เป็นส่วนใหญ่ซึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวจะไม่หวือหวา หรือครื้นเครงจนเกินไปกลุ่มนักท่องเที่ยวจึงมีลักษณะเฉพาะ เช่น ครอบครัว ผู้สูงอายุ เด็ก และเยาวชน เป็นต้น มีที่สถานแห่งหนึ่งที่เราจะพาไปเยี่ยมเยือน ได้แก่ “ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน” หรือ “ไร่เชิญตะวัน”

“ไร่เชิญตะวัน” เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมที่พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิระเมธี) ได้สร้างขึ้นอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงราย เขตตำบลห้วยสัก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย บนพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ภายในไร่เชิญตะวันมีความร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ ฉากหลังเป็นภูเขามีอากาศบริสุทธิ์เย็นสบายตลอดทั้งปี ตกแต่งด้วยตุงสีสันหลากหลายให้มีบรรยากาศแบบล้าน มีธรรมะศิลปะที่แฝงไปด้วยหลักธรรมในการดำเนินชีวิตเพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมและนักท่องเที่ยวได้อ่าน และนำแนวคิดไปปรับใช้ ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบและห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ไร่เชิญตะวันจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการพักผ่อนทั้งกายและใจ เป็นการเติมพลังงานให้กลับไปต่อสู้กับความเร่งรีบในเมือง

พื้นที่ไร่เชิญตะวันกว้างขวางจุดที่แนะนำให้ไปเช็คอิน ได้แก่ อุโมงค์กล้วยไม้มงคล 38 ประการ รูปปั้นปริศนาธรรมสามเณรปิดหูปิดตาปิดปากปิดใจ หุ่นซุปเปอร์ฮีโร่ที่ต้องการสื่อถึงสุดท้ายไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเราเอง หลวงพ่อน็อตที่บอกถึงเศษเหล็กยังมีคุณค่าตัวเราเป็นมนุษย์ก็ย่อมทำให้มีค่า ซุ้มโคมล้านนาเป็นการให้ดวงตาหรือให้ปัญญาคน จะเห็นว่าไร่เชิญตะวันเป็นสถานที่ตอบวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปหากใครต้องการความสงบด้วยการปฏิบัติธรรมก็มีหลักสูตรให้เลือก 3 วัน 5 วัน และ 7 วัน หรือหากใครประสงค์เพียงการพักผ่อนเวลาเดินช้าลงก็เดินทางมาเที่ยวนั่งนอนสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามและหลักธรรมะง่าย ๆ ที่อยู่ในทุกจุดของไร่เชิญตะวันแค่นี้ใจที่วุ่นวายของเราก็ได้หยุดพักลงบ้าง บางคนอาจจะมองว่าสถานที่ปฏิบัติธรรมอาจจะกันดานไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสักเท่าไร แต่กลับกันไร่เชิญตะวันมีทุกอย่างพรั่งพร้อมสำหรับขาจรที่แวะไปเยี่ยมเยียน ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารการกิน ร้านกาแฟ ร้านขายของฝากของที่ระลึก

เราเดินทางไปไร่เชิญตะวันได้ง่าย ๆ โดยตั้งต้นที่ห้าแยกอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช มุ่งหน้าไปตามถนนพหลโยธิน (ไปอำเภอพาน) เมื่อถึงสี่แยกแม่กรณ์ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนหมายเลข 1020 เส้นทางเชียงราย-เทิง อีกประมาณ 15 กม. จนถึงสี่แยกห้วยสักหลังจากนั้นตรงไปอีก 500 เมตรแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนเล็กตามป้ายบอกทางอีกประมาณ 7 กม. ทางเข้าไร่เชิญตะวันจะอยู่ด้านขวามือสังเกตปากทางจะมีรูปปั้นเณรน้อยชี้ทางให้อยู่ ดังนั้น หากใครมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่สงบไม่วุ่นวายทั้งกายและใจลองแวะไปที่ “ไร่เชิญตะวัน” กันได้ทุกวัน แต่ควรเลือกหน้าหนาวเพราะจะเป็นช่วงที่ดอกไม้สวยงามที่สุด และอากาศกำลังเย็นดีที่เลยทีเดียว

กินอิ่มและฉ่ำบุญ กันที่ “กว๊านพะเยา”

“กว๊านพะเยา” ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย ตั้งอยู่กลางอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา มีพื้นที่ราว 12,831 ไร่ เป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาที่ทอดยาวขวางทางทิศตะวันตก ยามเย็นริมฝั่งกว๊านเราจะเห็นความสวยงามของพระอาทิตย์ตกดิน สะท้อนสีทองบนผืนน้ำอันเงียบสงบช่างเป็นภาพที่ตรึงตาตรึงใจยิ่งนัก กว๊านพะเยารองรับน้ำจากลำห้วยทั้งหมด 12 สาย ที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันปันน้ำ หรือ ดอยหลวง มีพันธุ์ปลาน้ำจืดกว่า 45 ชนิด เป็นที่เพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่สำคัญ และกลายเป็นแหล่งผลิตภัณฑ์ปลาส้มแสนอร่อยที่ขึ้นชื่อเป็นสินค้า OTOP ของจังหวัดพะเยาที่ใครไปใครมาต้องถือกลับไปเป็นของฝากแก่ญาติสนิทมิตรสหาย

บริเวณริมกว๊านพะเยาได้จัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับออกกำลังกาย และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีร้านอาหารพื้นเมือง และอาหารจากกว๊านจำพวก กุ้ง หอย ปู ปลา ให้ได้เลือกซื้อได้ตามความชื่นชอบ ในช่วงวันหยุดอาจจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาพักผ่อนกินลมชมวิวทิวทัศน์ ดังนั้นหากจะไปนั่งชิล ๆ อาจจะต้องบริหารจัดการเวลาให้ดีหน่อย

สำหรับใครที่ตื่นเช้าก็แนะนำให้มาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ดูนกน้ำออกหากินได้ที่ริมกว๊านพะเยา พอ 7 โมงเช้าก็รอใส่บาตรข้าวเหนียวกันก่อนแถว ๆ ท่าเรือริมกว๊าน หากไม่ได้เตรียมกับข้าวมาด้วยก็สามารถหาซื้อได้บริเวณนั้นได้เลย  หลังจากใส่บาตรรับศีลรับพรเสริมความเป็นสิริมงคลแล้ว แดดยังอ่อน ๆ ไม่ร้อนสักเท่าไหร่ก็ถึงเวลาไปนมัสการหลวงพ่อศิลากลางกว๊านพะเยาด้วยเรือพายสนนราคาค่าบริการเพียงคนละ 20 บาทเท่านั้น ซึ่งใช้เวลาเดินทางไปกลับเพียง 20 นาที ตามประวัติหลวงพ่อศิลาเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย อายุกว่า 500 ปี ค้นพบเมื่อปี 2526 บริเวณวัดติโลกอารามที่จมอยู่ใต้กว๊านพะเยา ชาวบ้านได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดศรีอุโมงค์คำ กระทั่งปี 2550 ได้อัญเชิญหลวงพ่อศิลากลับไปที่วัดติโลกอารามกลางกว๊านพะเยาตามเดิม โดยในคืนเพ็ญวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา จะมีพิธีเวียนเทียนกลางน้ำโดยล่องเรือไปเวียนเทียนบูชาองค์หลวงพ่อศิลากลางกว๊านพะเยา เราจะเห็นผู้คนอยู่บนเรือถือดอกไม้ธูปเทียนและดวงประทีปส่องแสงระยิบระยับอร่ามงดงามสะท้อนผืนน้ำกลางกว๊านพะเยา จึงเป็นภาพที่ประทับใจยิ่ง

ผ่านมาภาคเหนือเมื่อใดก็อย่างลืมเที่ยวเมืองพะเยากันก่อน แวะพักผ่อนหย่อนใจกับวิถีชีวิตเรียบง่ายริมฝั่งกว๊านพะเยา สัมผัสกับประเพณีวัฒนธรรมล้านนาที่ยังคงไว้อย่างสมบูรณ์ ร่วมทำบุญริมฝั่งกว๊านหรือจะลงเรือไปกราบพระกลางกว๊านพะเยา เราจะได้พบประสบการณ์ที่แปลกน่าจดจำและไม่เหมือนที่ใดในโลกแน่นอน