เที่ยวกรุงลอนดอนตามสไตล์แฟนบอล เยี่ยมชม 3 สนามใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก

ประเทศอังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่คลั่งไคล้ฟุตบอลเป็นอย่างมาก เฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงลอนดอนเพียงเมืองเดียว ก็เต็มไปด้วยสโมสรฟุตบอลนับ 100 แห่งทั้งในระดับอาชีพและกึ่งอาชีพ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มักจะพบเห็นสนามฟุตบอลโดยตลอด แต่สนามฟุตบอลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและแฟนบอลทั่วโลกคงหนีไม่พ้นสนามของบรรดาสโมสรใหญ่แห่งกรุงลอนดอนอย่างเชลซี, อาร์เซน่อล และท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งเราจะไปทำความรู้จักกับสนามเหย้าของทั้ง 3 สโมสรยักษ์ใหญ่กัน

สแตมฟอร์ด บริดจ์

สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นสนามเหย้าของทีมเชลซี สโมสรแรกของลอนดอนที่คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ตัวสนามตั้งอยู่ในย่านฟูแล่ม เปิดใช้มาตั้งแต่ปี 1877 ปัจจุบันมีความจุผู้ชม 41,837 ที่นั่ง ซึ่งมีโครงการขยายความจุในอนาคตเป็น 63,000 ที่นั่งภายในปี 2023 โดยทางสโมสรเปิดให้เข้าเยี่ยมชมสนามและพิพิธภัณฑ์ได้ในราคา 19 ปอนด์สำหรับผู้ใหญ่ และราคา 13 ปอนด์ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

การเดินทางมายังสนามมีความสะดวกสบายด้วยระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถเมล์และรถไฟใต้ดิน โดยมีป้ายรถเมล์ถึง 2 จุดบริเวณด้านหน้าสนามบนถนนฟูแล่ม ส่วนทางออกรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือสถานี Fulham Broadway ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ขับรถยนต์ส่วนตัวเนื่องจากบริเวณรอบ ๆ สนามเป็นเขตห้ามจอดรถ

เอมิเรตส์ สเตเดียม

เอมิเรตส์ สเตเดียม เป็นสนามฟุตบอลประจำทีมอาร์เซน่อล สโมสรฟุตบอลอาชีพแห่งแรกของกรุงลอนดอน ตั้งอยู่ในย่านฮอลโลเวย์ทางตอนเหนือของลอนดอน เริ่มเปิดใช้งานเมื่อปี 2006 เพื่อทดแทนสนามเดิมอย่าง ไฮบิวรี่ ซึ่งทำให้สามารถรองรับแฟนบอลได้ถึง 60,704 ที่นั่ง โดยตั๋วเข้าชมสนามและพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่มีราคา 25 ปอนด์ และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีราคา 16 ปอนด์

การเดินทางมายังสนามที่สะดวกที่สุดคือใช้บริการรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน Piccadilly Line โดยลงที่สถานีอาร์เซน่อล ซึ่งเมื่อออกจากสถานีมาแล้วให้เดินเท้าต่ออีก 300 เมตรก็จะถึงสนาม

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม เป็นรังเหย้าแห่งใหม่ของสโมสรท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่สร้างขึ้นบนตำแหน่งของสนามดั่งเดิมอย่าง ไวต์ฮาร์ทเลน ด้วยมูลค่าการก่อสร้างกว่า 1,000 ล้านปอนด์ และเพิ่งทำการเปิดใช้อย่างเป็นทางการไปเมื่อปี 2019 โดยได้ชื่อว่าเป็นสนามฟุตบอลระดับสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในกรุงลอนดอนด้วยความจุสูงสุด 62,303 ที่นั่ง ด้วยความใหม่ของสนามจึงทำให้ราคาเข้าชมสนามและพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่มีราคาสูงถึง 30 ปอนด์ ในขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีราคาเพียง 15 ปอนด์เท่านั้น

การเดินทางมายังสนามสามารถเลือกได้หลายช่องทางทั้งรถไฟใต้ดินสาย Victoria ลงที่สถานี Seven Sisters, รถชัตเตอร์บัส รวมไปถึงรถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากสนามอยู่ใกล้กับทางด่วน

โดยหากต้องการทัวร์สนามฟุตบอลและพิพิธภัณฑ์อย่างจุใจครบทุกที่ แฟนบอลสามารถเลือกซื้อบัตร London Pass เพียงบัตรเดียวก็สามารถเข้าชมได้ทั้งที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และเอมิเรตส์ สเตเดียม น่าเสียดายที่ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ แต่ก็ชดเชยด้วยการทัวร์สนามเวมบลีย์แทน นอกจากนั้น London Pass ยังสามารถใช้เข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของกรุงลอนดอนได้กว่า 60 แห่งอีกด้วย

เครดิตภาพ: https://d2bq2usf2vwncx.cloudfront.net/Pictures/780xany/1/5/6/1817156_Emirates-Stadium-by-JPellgen.jpg

สัมผัสธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการพักผ่อนในช่วงวันหยุดด้วยการใกล้ชิดกับป่าไม้และขุนเขา ไม่ว่าจะเป็นสายถ่ายภาพหรือสายผจญภัย ต้องมี “อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” เป็นหนึ่งในสถานที่โปรดในดวงใจอย่างแน่นอน เนื่องจากพื้นที่โดยรอบของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเต็มไปด้วยจุดท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมายให้เหล่านักท่องเที่ยวเลือกทำกิจกรรมได้ตามความสนใจของแต่ละคน

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ถือเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ถึง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน, อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเนื้อที่รวมทั้งหมดกว่า 1.8 ล้านไร่ ด้วยความกว้างใหญ่และความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ทำให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ สัตว์ป่าน้อยใหญ่นานาชนิด อีกทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญ จึงก่อให้เกิดสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วอุทยานแห่งชาตินี้

เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนดินที่ปิดล้อมหุบเขาจนเกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ถึง 45 ตารางกิโลเมตร มีเกาะกลางน้ำหลายแห่ง รวมไปถึงมีสะพานแขวนเชื่อมระหว่างเกาะ ซึ่งนับเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม เนื่องจากถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก” นั้นเอง นอกจากนี้ทะเลสาบแห่งนี้ยังสามารถพายเรือคายัคเพื่อชมทัศนียภาพ หรือพายเรือตกปลาได้อีกด้วย

เขาพะเนินทุ่ง จุดชมวิวที่สามารถชมทะเลหมอกยามเช้าได้ตลอดทั้งปี ไม่เว้นแม้แต่ช่วงหน้าร้อน เนื่องจากเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย ด้วยความสูงถึง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ด้วยเส้นทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ จึงมีการกำหนดช่วงเวลาขึ้น-ลง และต้องขอใบอนุญาตผ่านทางจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเสียก่อน ทำให้นักท่องเที่ยวต้องวางแผนการเดินทางให้ดี

น้ำตกทอทิพย์ น้ำตกยอดนิยมที่อยู่ห่างจากเขาพะเนินทุ่งไม่มากนัก มีความสูงทั้งสิ้น 9 ชั้น ซึ่งชั้นที่ 5 ได้รับการยกย่องว่าเป็นชั้นที่สวยที่สุด จึงกลายเป็นชั้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเช่นกัน โดยการจะเข้าไปถึงตัวน้ำตกได้นั้นต้องจอดรถไว้และใช้การเดินเท้าเข้าไปในป่าอีกประมาณ 4 กิโลเมตร

จุดชมผีเสื้อแคมป์บ้านกร่าง เนื่องจากบริเวณแคมป์บ้านกร่างมีโป่งดินตามลำธารอยู่มากมาย ทำให้ในช่วงหน้าร้อนของทุกปี ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมตัวของผีเสื้อนับพันตัวกว่า 200 สายพันธุ์ ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมผีเสื้อคือระหว่าง 10.00 – 14.00 น. นอกจากนั้นบริเวณนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวสายแอดเวนเจอร์ได้ศึกษาทั้งป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง รวมไปถึงสัตว์ป่านานาชนิด

ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก ทำให้การท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานสามารถทำได้ทั้งแบบ One Day Trip และแบบค้างคืน ซึ่งสามารถเลือกได้อีกว่าจะค้างคืนแนวผจญภัยด้วยการกางเต็นท์ หรือเน้นความสะดวกสบายด้วยที่พักที่มีให้เลือกหลายระดับ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกกลุ่มจริง ๆ

เครดิตภาพ: https://thailandtourismdirectory.go.th/th/file/get/file/201805155d7b9adcbe1c629ec722529dd12e5129162258.jpg

พักผ่อนและสัมผัสวิถีเกษตรแบบฉบับญี่ปุ่นที่ “Coro Field” สวนผึ้ง

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวสายเขียวที่รักการพักผ่อนไปพร้อมกับการชื่นชมธรรมชาติ คุณจะต้องหลงรัก “Coro Field” เพราะฟาร์มแห่งนี้เต็มไปด้วยกิจกรรมที่จะนำคุณไปใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทั้งการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การอนุรักษ์ รวมไปถึงได้ลิ้มรสชาติของผลผลิตทางการเกษตรที่สดใหม่อย่างอร่อย เรียกได้ว่าเที่ยวที่เดียวครบทั้งเพลินตาและอิ่มสบายท้องกันเลย

Coro Field เป็นฟาร์มเกษตรสไตล์ญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องการปลูก โทมิเมล่อน เมล่อนสายพันธ์พิเศษจากเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเปิดให้ท่องเที่ยวแบบ Lifestyle Farming โดยพื้นที่ฟาร์มกว่า 100 ไร่ ถูกแบ่งเป็นโซนกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย

Coro House เป็นโรงเรือนกรีนเฮาส์ขนาดใหญ่ที่เพาะปลูกโทมิเมล่อนและมะเขือเทศเชอร์รี่ฮอลแลนด์ โดยนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการควบคุมแสงแดด ความชื้น และการรดน้ำด้วยน้ำแร่ ซึ่งในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนมกราคมจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมและเก็บเกี่ยวผลโทมิเมล่อนด้วยตัวเองอีกด้วย

Coro Garden เป็นแปลงเกษตรสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมทำกิจกรรมปลูกและเก็บเกี่ยว เริ่มจากการปลูกผักปลอดสารพิษด้วยอุปกรณ์ขนาดจิ๋วตั้งแต่การขุดหลุม นำผักลงหลุม และยังมีการตั้งชื่อให้ผักที่ปลูกเองด้วย โดยผักเหล่านี้เมื่อโตจนสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ทางฟาร์มจะนำไปแบ่งปันให้กับชุมชน ทั้งวัด โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือคนยากไร้ นับเป็นการปลูกผักที่ได้บุญไปในตัว ในส่วนของการเก็บเกี่ยวนั้น นักท่องเที่ยวจะได้เก็บเกี่ยวมะเขือเทศเชอร์รี่ฮอลแลนด์กลับบ้านด้วยมือตัวเองใส่ชะลอมจุกขนาดเล็กที่ทางฟาร์มเตรียมไว้ให้ นอกจากนั้นยังมีพืชผักผลไม้ประเภทอื่นที่ทางฟาร์มปลูกไว้ให้ชม อาทิเช่น มันม่วงญี่ปุ่น, ฟักทองญี่ปุ่น และแตงโมญี่ปุ่น

Coro G.I.Y. (Grow It Yourself) เป็นการจัดสวนในขวดแก้วขนาดเล็ก โดยให้นักท่องเที่ยวปลูกต้นไม้จิ๋วจำพวกต้นกระบองเพชร จำนวน 1 ต้นในขวดแก้ว โดยตกแต่งด้วยหินสีตามใจชอบ นอกจากนั้นยังมีการทำเวิร์กช็อปจัดช่อดอกไม้แห้งทำเป็นโปสการ์ด, ดินสอ และสมุดโน้ต เพื่อนำกลับไปใช้เองหรือมอบเป็นของขวัญให้คนที่คุณรัก

หลังจากทำกิจกรรมจนเหนื่อย ก็ถึงเวลาเติมพลังให้ร่างกายที่ Coro Cafe ร้านคาเฟ่แอนด์บิสโทรในรูปแบบ Japanese Fusion Food ที่นำผักและผลไม้จากฟาร์มมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหาร โดยมีเมนูให้เลือกทั้งเครื่องดื่ม, อาหารทานเล่น, อาหารจานหลัก และขนมของหวานมากมาย ซึ่งคุณต้องไม่พลาดเมนูที่ทำจากโทมิเมล่อนที่รังสรรค์พร้อมเสิร์ฟทั้งเครื่องดื่มและของหวาน นอกจากนั้นหากคุณชื่นชอบความสดอร่อยของพืชผักผลไม้ที่ผสมผสานอยู่ในเมนูทั้งคาวหวาน ก็สามารถเลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกจากไร่ Coro Field ก่อนกลับบ้านได้ที่โซน Coro Market โดยมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกทั้งโทมิเมล่อน, มะเขือเทศเชอร์รี่ฮอลแลนด์, มันม่วงญี่ปุ่น และผักสลัด รวมไปถึงผลผลิตแปรรูปอย่างเช่น ผลไม้อบแห้ง, แยมผลไม้ และน้ำสลัดแบบต่าง ๆ

Coro Field เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9 โมง โดยวันธรรมดาจะเปิดถึงเวลา 5 โมงเย็น ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จะเปิดถึงเวลา 1 ทุ่มตรง โดยฟาร์มอยู่ติดถนนหลวงหมายเลข 3208 ราชบุรี-ผาปก ซึ่งหน้าทางเข้ามีโคโรคุง มาสคอตสวมชุดฟางยืนรอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน

เรื่องน่ารู้ ก่อนเดินทางไปไปดูซีเกมส์

มหกรรมการแข่งขันกีฬาของ 11 ชาติสมาชิกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือซีเกมส์ กำลังจะเวียนมาบรรจบอีกครั้งในปลายเดือนพฤศจิกายน 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แน่นอนว่ากองเชียร์กีฬาชาวไทยหลายคนเริ่มเตรียมตัวกันแล้ว เพราะนี่คือมหกรรมกีฬาอีกหนึ่งรายการที่ชาวไทยเราไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ส่วนคนที่กำลังชั่งใจอยู่ เราก็มีข้อมูลสำหรับซีเกมส์ครั้งที่ 30 ในดินแดนตากาล็อกมาช่วยในการตัดสินใจ ไม่แน่ถ้าได้ทราบข้อมูลเหล่านี้หลายคนอาจจะต้องเตรียมเก็บกระเป๋าเพื่อตามไปเชียร์ทัพนักกีฬาไทยกับเขาบ้างเลยทีเดียว

สำหรับแฟนกีฬาที่สะสมวันลาไว้อย่าได้ลังเล นำออกมาใช้ช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์นี่แหละเหมาะสุด ๆ เลยทีเดียวเพราะจะได้ชมกีฬา ท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวความสุขความประทับใจแบบไม่ต้องเร่งรีบนัก ที่สำคัญซีเกมส์หนนี้ครอบครัวใหญ่สามารถพาลูก ๆ หรือญาติผู้ใหญ่ไปชมกีฬาด้วยกันได้สบาย ๆ เพราะเจ้าภาพจัดเต็มแบบไม่หวงอัดแน่นด้วย 56 ชนิดกีฬา มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา หลากหลายชนิดกีฬาถูกบรรจุเข้ามาใหม่ในซีเกมส์หนนี้ เมื่อรวมกับประเภทกีฬาที่มีแต่เดิมจึงทำให้เหมาะกับรสนิยมของคนทุกช่วงวัย ผู้ปกครองสามารถพาเด็ก ๆ ไปชมการแข่งขัน E-sport และกีฬาเอ็กซ์ตรีมได้ ในขณะเดียวกันกีฬาขวัญใจผู้สูงอายุอย่าง เปตอง, บิลเลียด, โบว์ลิ่ง, หมากรุก, ลีลาศ ก็น่าพาญาติผู้ใหญ่ไปดูใช่ย่อย ในส่วนของกีฬาหลัก ๆ ที่ชมกันได้ทั้งครอบครัวอย่างฟุตบอล กรีฑา ว่ายน้ำ ฯลฯ ก็ยังอยู่ครบขาดก็แต่เทนนิส ฟุตซอล และเรือพายเท่านั้นที่เจ้าภาพตัดออกด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ

ส่วนใครที่ใช้วันลาจนไม่เหลือหรือต้องการสงวนวันลาไว้ใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็ไม่ต้องเสียดายไป ยังสามารถใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ตามไปเชียร์นักกีฬาของไทยเราได้ สายการบินน้อยใหญ่ในปัจจุบันมีเที่ยวบินตรงสู่เมืองหลัก ๆ ของประเทศฟิลิปปินส์คอยรองรับอยู่อย่างมากมาย รับรองว่าไปแล้วกลับมาทันวันทำงานอย่างแน่นอน โดยชั้นประหยัดสนนราคาเริ่มต้นแค่สองพันกว่าบาทเท่านั้น ซึ่งเรื่องค่าใช้จ่ายนี่ก็นับเป็นอีกหนึ่งความโชคดีสำหรับคนไทย เพราะประเทศฟิลิปปินส์กับเมืองไทยเราค่าครองชีพไม่ต่างกันมากนัก เมืองไทยอาจจะถูกกว่าอยู่นิดหน่อย ดังนั้น ค่าที่พัก อาหาร การเดินทาง และการบริการหลาย ๆ ด้านจึงมีราคาที่คนไทยพอจะใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ เรียกว่าไปชมกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้ไม่มีกระเป๋าฉีกอย่างแน่นอน

ซีเกมส์ครั้งที่ 30 ณ.ประเทศฟิลิปปินส์ กำหนดจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562 มีชาติสมาชิกเข้าร่วมการแข่งขัน 11 ประเทศได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว สิงคโปร์ บรูไน และติมอร์ เลสเต โดยประเทศไทยยังคงถูกวางให้เป็นเต็งหนึ่งในการครองความเป็นเจ้าเหรียญทอง และครั้งนี้ไทยเราได้ส่งนักกีฬาเข้าชิงชัยถึง 30 ชนิดกีฬา ไฮไลท์สำคัญยังคงเป็นกีฬาฟุตบอลที่ทีมชาติไทยในฐานะแชมป์เก่าได้อยู่ร่วมสายกับทีมชาติเวียดนามคู่แข่งแย่งความเป็นหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สุดยอดฟุตบอลคู่เดือด ที่แฟนบอลไม่ควรพลาดไปชมสักครั้ง

ในโลกฟุตบอลเรื่องของศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่เข้มข้นยิ่งกว่าเงินตราหรือถ้วยรางวัลใด ๆ หลายทีมถือศักดิ์ศรีไม่ยอมญาติดีกับคู่แข่งอย่างหัวเด็ดตีนขาด ทุกเกมที่ทีมคู่ปรับได้โคจรมาพบกันจึงเป็นเกมฟุตบอลที่ดุเดือดเลือดพล่าน แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเกมหยุดโลกเลย ความขัดแย้งของทีมคู่ปรับในโลกฟุตบอลมีหลายปัจจัยทั้งการเป็นทีมบ้านใกล้เรือนเคียงในเมืองเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมเป็นลูกไล่กัน หรือแม้แต่ความขัดแย้งในอดีตของทั้งสองทีม และสุดยอดเกมที่คู่ปรับเหล่านี้มาพบกันแฟนบอลตัวจริงไม่ควรพลาดไปสัมผัสบรรยากาศด้วยประการทั้งปวง

สเปอร์ vs อาร์เซน่อล ดาร์บี้แมตซ์ลอนดอนเหนือถือเป็นเกมเดือดสุดอันดับหนึ่งของโลก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความชิงชังจะฝังรากลึกมานานขนาดไหน แม้ไม่มีเกมแข่งขันฮูลิแกนของทั้งสองทีมยังปะทะกันนอกสนามตลอด ทั้งในโลกโซเชียล สถานที่สาธารณะ แน่นอนว่าในเกมผู้เล่นใส่กันสุดตัวทุกครั้ง แฟนบอลเองก็เชียร์บ้าคลั่งไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งบรรยากาศสุดเดือดราวกับยกทัพเข้าห้ำหั่นกันเช่นนี้ผู้ชมในสนามได้กำไรสุด ๆ เพราะจะได้เห็น “เรียล ฟุตบอล” ที่แท้จริง

เฟเนร์บาห์เช่ vs กาลาตาซาราย สองทีมคู่แค้นจากแดนไก่งวงลงฟาดแข้งกันทีไรจัดว่าเป็นสุดยอดเกมระดับห้าดาวทุกที นี่คือศักดิ์ศรีแห่งอิสตันบูลที่ไม่เพียงแค่บรรยากาศของเกมรวมถึงแฟนบอลในสนามจะสุดคลั่งเท่านั้น แต่ก่อนเกมเริ่มทุกอย่างในเมืองจะคุกรุ่นพร้อมพุ่งไปสู่ความเดือดดาลได้เสมอ บรรยากาศนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากแฟนบอลของทั้งสองทีม และตำรวจนับพันนายทั่วประเทศตุรกีจะถูกเรียกไประดมพลเตรียมระงับเหตุจนกว่าการแข่งขันจะเสร็จสิ้น คิดดูเถอะว่าเข้มข้นขนาดไหน

โบค่า จูเนียร์ส vs ริเวอร์เพลท ที่สุดแห่งความชิงชังบนทวีปอเมริกาใต้ แม้คุณภาพของเกมฟุตบอลจะเทียบไม่ได้กับสไตล์ฟุตบอลของยุโรปแต่ความมันของเกมชิงความเป็นหนึ่งแห่งอาร์เจนติน่าไม่แพ้ใครแน่นอน ตลอดทั้งเกมจังหวะปะทะหนัก ๆ ยั่วยุ และการแสดงออกของแข้งทั้งสองทีม จะยิ่งปลุกเร้าให้แฟนบอลเรือนแสนในสนามโห่ร้องอย่างบ้าคลั่งจนครบเก้าสิบนาที ซึ่งบรรยากาศที่แตกต่างจากฟุตบอลยุโรปนี้ถือเป็นอีกประสบการณ์ล้ำค่าที่แฟนบอลควรได้สัมผัสสักครั้งในชีวิต

เรอัล มาดริด vs บาร์เซโลน่า การตีตั๋วเข้าชม เอล กลาซิโก้ ไม่ใช่แค่จ่ายเงินเพื่อไปชมเกมสุดเดือดดาลเท่านั้น แต่แฟนบอลยังคุ้มสุด ๆ ที่ได้เห็นการแข่งขันเสมือนทีมรวมดาราโลกลงฟาดแข้งกัน แน่นอนว่าบิ๊กเกมของแดนกระทิงดุเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ความดุดัน และการสูบฉีดของอะดรีนาลีน ยิ่งหากทั้งสองทีมโคจรมาพบกันในบอลถ้วยอย่างยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกก็ยิ่งทวีความมันขึ้นไปอีก เปรียบได้ดังเกมในฝันของแฟนบอลทั่วโลกเลยทีเดียว

ยังมีเกมคู่แค้นอีกหลายเกมที่เราไม่ได้กล่าวถึงทั้งแดงเดือด, มิลานดาร์บี้ หรือทีมชาติอาร์เจนติน่าพบทีมชาติบราซิล เพราะด้วยสภาพทีมที่ต่างกันมากเกินไปของสองทีมคู่แค้นทำให้ช่วงหลัง ๆ เกมเหล่านี้ดูจะลดดีกรีความร้อนแรงลงไป แต่กลับกันทั้ง 4 เกมระดับห้าดาวที่เราแนะนำไป ในปัจจุบันรวมถึงอนาคตเชื่อว่าคงไม่ลดดีกรีความดุเดือดเลือดพล่านลงได้ง่าย ๆ เพราะแฟนบอลรวมทั้งนักเตะทั้งสองทีมจงชังกันชนิดไม่เผาผีกันเลยทีเดียว

Pancho Aréna สนามฟุตบอลหรืองานศิลปะ

มีความเชื่อว่าหากมนุษย์เราท้องอิ่ม ปลอดภัย มีความเป็นอยู่ที่ดี จะเกิดความคิดสร้างสรรค์แสดงออกผ่านศิลปะในแบบต่าง ๆ ความเชื่อนั้นอาจจะมีส่วนถูกเพราะประเทศสงบสุข คุณภาพชีวิตของประชากรดีมักจะมีศิลปินสรรสร้างผลงานศิลปะเพื่อจรรโลงโลกอยู่เสมออย่างเช่น นอร์เวย์ อิตาลี บัลแกเรีย ออสเตรีย และเช็ค ประเทศเหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยศิลปินมีชื่อมากมาย เปรียบดังเมืองหลวงแห่งผลงานศิลปะทุกแขนง เช่นเดียวกันกับฮังการี ประเทศเล็ก ๆ แสนสงบสุขในยุโรปที่วรรณกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และสถาปัตยกรรม รุ่งเรืองถึงขีดสุดสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรในประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pancho Aréna สนามฟุตบอลที่สวยงามราวกับโรงละครในภาพฝัน

Pancho Aréna เป็นสนามฟุตบอลของสโมสร Puskás Akadémia FC สโมสรเล็ก ๆ ในฮังการีที่เชื่อว่าแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นชื่อในการแข่งขันระดับทวีปมาก่อน สนามแห่งนี้มีความจุแค่ 5,000 ที่นั่งเท่านั้น และด้วยความเป็นสนามฟุตบอลขนาดเล็กนี่เองจึงทำให้ อิมเร มาโคเว็ตซ์ สถาปนิกชาวฮังกาเรี่ยนสามารถรังสรรค์ผลงานสุดบรรเจิดนี้ขึ้นมาประดับโลกาได้อย่างเต็มที่ Pancho Aréna ได้แรงบันดาลใจมาจากโบสต์ของชาวคริสเตียน ออกแบบโดยใช้สถาปัตยกรรมแนวนีโอโกธิค โครงสร้างโดยรวมเป็นคอนกรีตกึ่งไม้ และการประดับด้วยไม้ นี่เองที่ทำให้สนามแห่งนี้มีความแตกต่างจากสนามฟุตบอลอื่น ๆ ไม้ที่ว่าถูกนำเอามาทำเป็นซุ้มทรงโค้งคล้ายกิ่งก้านของต้นปาล์มหรือต้นมะพร้าวเพื่อเป็นโครงสร้างรับน้ำหนักหลังคาอีกที เมื่อดูเผิน ๆ จะเหมือนต้นไม้หลาย ๆ ต้นเรียงสลับกันตามแนว พิจารณาดูดี ๆ จะเห็นถึงความสลับซับซ้อนและความสุดยอดของงานออกแบบ โครงสร้างประดับด้วยไม้นั้นเมื่อต้องแสงไฟแล้วจะทำให้สนามดูมีมิติ หรูหรา จนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นสนามกีฬาเพราะคล้ายโรงละครโอเปร่าเสียมากกว่า

ความโดดเด่นของสนามแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรมภายในเท่านั้น ภายนอกสนามเองก็ดูแตกต่างไม่เหมือนใคร ทางทิศเหนือที่ติดกับสนามซ้อมของสโมสรและทิศใต้ที่เป็นประตูทางเข้า ทั้งสองด้านสถาปนิกตั้งใจใช้หลังคาสีดำด้านและลูกเล่นโครงสร้างทรงโค้งทำให้ดูเหมือนเป็นค้างคาวขนาดมหึมากำลังสยายปีก ยังไม่หมดแค่นั้นในส่วนของทางเข้าพิเศษสำหรับแขกวีไอพีปากทางเข้ายังถูกประดับประดาให้ดูเหมือนเป็นปราสาทในเทพนิยายอีกต่างหาก

หากใครอยากยลความงามของสนาม Pancho Aréna ก็ไม่ยากเพียงเดินทางไปที่เมือง Felcsut ประเทศฮังการีก็ได้ชมสนามที่เหมือนผลงานศิลปะขนาดยักษ์แห่งนี้แล้ว ซึ่งนอกจากปลายทางที่สนาม Pancho Aréna ระหว่างการเดินทางหรือเที่ยวชมสถานที่อื่น ๆ คุณจะได้เห็นศิลปะนานาชนิดของประเทศอันงดงามนี้ผ่านตาอยู่ตลอด ซึ่งการได้เสพย์งานศิลป์นั้นถือว่าเป็นความผ่อนคลายที่ดีมาก ๆ อย่างหนึ่ง เพราะนอกจากจะปลดเปลื้องความเครียดแล้วยังทำให้จิตใจของผู้คนอ่อนโยน ไม่แข็งกร้าว ยิ่งหากได้ชมเกมฟุตบอลไปด้วยเสพย์งานศิลป์ไปด้วยถือว่าเป็นโชคสองชั้นเลยทีเดียว จะว่าไปก็น่าอิจฉาแฟนบอลของ Puskás Akadémia FC เหมือนกันนะเนี่ย

ไปดูบอลถึงสนามแข่งดีอย่างไร ทำไมใคร ๆ ก็อยากไปดูสักครั้ง

เคยสงสัยไหมว่าทำไมใคร ๆ ก็อยากไปดูบอลถึงสนามแข่งดูสักครั้ง ทั้งที่การดูผ่านโทรทัศน์หรือเว็บดูบอลออนไลน์ก็ได้ทราบผลการแข่งขันเหมือนกัน ซึ่งเราก็ได้รวบรวมเหตุผลที่ทำให้ใครก็อยากไปดูบอลถึงสนามแข่งมาบอกกันดังนี้

1.ได้บรรยากาศที่เร้าใจมากกว่า

          การไปดูบอลถึงสนามแข่งคุณจะได้บรรยากาศที่มีความเร้าใจและน่าตื่นเต้นมากกว่า เพราะได้เห็นการแข่งขันแบบใกล้ชิด มองเห็นสนามแข่งในทุกมุมมองจึงทำให้เกิดอรรถรสในการชมมากกว่าการดูบอลผ่านทางโทรทัศน์หลายเท่าเลยทีเดียว แถมยังได้ส่งเสียงร้องเชียร์อย่างเต็มที่อีกด้วย ซึ่งแฟนบอลส่วนใหญ่ก็ล้วนอยากไปสัมผัสบรรยากาศแบบนี้กันทั้งนั้น

2.มีรูปสวย ๆ มาอวดเพื่อน

          เมื่อไปดูการแข่งขันฟุตบอลถึงสนามจริง คุณจะได้ถ่ายรูปสวย ๆ มาอวดเพื่อนว่าได้ไปดูฟุตบอลถึงสนามแข่งมาแล้ว ทั้งยังได้เก็บเป็นภาพความทรงจำดี ๆ ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเคยได้ไปเยือนสนามแข่งมาอีกด้วย ซึ่งเพื่อน ๆ จะต้องอิจฉาคุณอย่างแน่นอน

3.ได้รู้จักผู้คนเพิ่มขึ้น

          ณ สนามแข่งกีฬา จะมีผู้คนจากหลายประเทศมารวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการมาชมการแข่งขันถึงสนามแข่งก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้คุณได้รู้จักผู้คนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหากเจอคนที่ชอบทีมเดียวกันด้วยแล้วก็จะได้เพื่อนที่พูดคุยถูกคอกันอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็อย่าไว้วางใจใครมากเกินไป เพราะบางคนอาจไม่ได้เข้าหาคุณด้วยเจตนาดีก็ได้

4.เป็นการพักผ่อนหย่อนใจ

          การได้ไปเที่ยวดูบอลถึงต่างประเทศก็ถือเป็นการได้พักผ่อนหย่อนใจไปด้วย เพราะคุณได้ปล่อยตัวปล่อยใจอย่างเต็มที่ไปกับสิ่งที่คุณชอบ โดยไม่มีเรื่องงานเข้ามา อีกทั้งนอกจากไปดูบอลแล้วก็ยังสามารถไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในบริเวณใกล้เคียงได้อีกด้วย ดังนั้นใคร ๆ จึงอยากไปดูบอลถึงสนามแข่งดูสักครั้ง ซึ่งก็ถือว่าเป็นการพักผ่อนไปในตัวด้วยนั่นเอง

5.ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์

          การเดินทางไปดูบอลถึงต่างประเทศก็จะทำให้คุณได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ มากขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากทีเดียว ทั้งยังได้เรียนรู้ว่าการเข้าไปดูบอลถึงสนามแข่งนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง โดยคนที่ไม่ได้ไปดูถึงที่จะไม่มีวันได้รู้นั่นเอง ซึ่งใครที่ชื่นชอบการหาประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่แล้ว ก็มักจะไม่พลาด

          เห็นไหมว่าการไปชมการแข่งขันฟุตบอลถึงสนามแข่งในต่างประเทศก็มีข้อดีมากมายทีเดียว จึงทำให้แฟนบอลทั้งหลายอยากลองไปดูถึงที่สักครั้ง ซึ่งการไปดูบอลต่างประเทศนั้นคุณจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเรื่องการจองตั๋วเครื่องบิน ตั๋วเข้าชมฟุตบอล รวมถึงการจองโรงแรมที่พัก เพื่อจะได้ไม่มีปัญหานั่นเอง หรือไม่ก็อาจจะซื้อทัวร์ดูบอลโดยเฉพาะเลยก็ได้ เพราะมีความสะดวกง่ายดายมากกว่า แถมยังช่วยเซฟเงินได้ดีอีกด้วย

ซื้อทัวร์ดีไหม ถ้าอยากดูการแข่งขันกีฬาในต่างประเทศ

หลายคนอยากไปเที่ยวดูการแข่งขันกีฬาในต่างประเทศ แต่ก็ลังเลอยู่ใช่ไหมว่าควรซื้อทัวร์ดีไหม ซึ่งก็มีหลายบริษัททัวร์ที่เปิดให้บริการพาเที่ยวชมการแข่งขันกีฬาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ดูบอลหรือทัวร์กีฬาอื่น ๆ ก็ตาม ดังนั้นเราจะพาคุณมาดูกันว่าการไปเที่ยวกับทัวร์ดีอย่างไรบ้าง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ดี

          การเที่ยวกับทัวร์จะทำให้คุณเซฟค่าใช้จ่ายได้ดี เพราะส่วนใหญ่จะได้ตั๋วในราคาที่ถูกกว่าการเดินทางด้วยตัวเอง และเมื่อคิดเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ ที่ทางบริษัททัวร์จัดการให้ด้วยแล้วก็ประหยัดไปได้เยอะ แถมคุ้มค่ามากอีกด้วย ที่สำคัญการไปเที่ยวกับทัวร์จะมีกำหนดการที่ชัดเจนจึงไม่ทำให้งบประมาณที่ตั้งไว้บานปลายอย่างแน่นอน

มีคนจัดการให้พร้อมทุกเรื่อง

          แค่ซื้อทัวร์ดูการแข่งขันกีฬาต่างประเทศคุณก็ไม่ต้องยุ่งยากกับการจัดการอะไรอีก เพราะทางบริษัททัวร์จะดำเนินการให้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจองตั๋วเครื่องบิน จองที่พัก หรือการซื้อตั๋วเข้าชมการแข่งขัน          ซึ่งคุณเพียงแค่เตรียมเงินที่จะนำไปใช้จ่ายส่วนตัวและจัดกระเป๋าเดินทางตามกำหนดเท่านั้น สะดวกสบายแบบนี้จะพลาดไม่ได้เลยเชียว

ได้ทั้งดูกีฬาทั้งท่องเที่ยว

          บริษัททัวร์ส่วนใหญ่จะไม่ได้จัดทัวร์แค่ไปชมการแข่งขันอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะมีการพาเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่น่าสนใจด้วย เรียกได้ว่าเป็นการซื้อทัวร์ที่คุ้มค่ามากจริง ๆ โดยทั้งนี้ก็จะมีแพ็คเกจทัวร์ให้เลือกหลายแบบ ซึ่งคุณสามารถเลือกซื้อแพ็คเกจทัวร์ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไปได้เลย

อิ่มอร่อยกับอาหารเด็ดตลอดการเดินทาง

          เมื่อซื้อทัวร์ชมการแข่งขันกีฬาหรือทัวร์ดูบอล ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินเลย เพราะทัวร์จะมีการจัดอาหารมื้อเด็ดให้กับทุกท่านตลอดการเดินทาง ซึ่งก็รับรองเลยว่าแต่ละมื้อจะมีแต่เมนูอร่อย ๆ ถูกใจคุณอย่างแน่นอน ไม่แน่นะคุณอาจติดใจจนอยากกลับมาใช้บริการทัวร์บ่อย ๆ เลยล่ะ

มีไกด์คอยให้คำแนะนำ

          แค่ซื้อทัวร์ดูกีฬาต่างประเทศ คุณก็จะได้ไกด์พ่วงมาด้วยทันที โดยไกด์จะทำหน้าที่คอยแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมบอกกฎข้อบังคับการเข้าใช้สถานที่อย่างละเอียด เพื่อที่คุณจะได้ไม่เผลอทำผิดกฎจนเกิดปัญหาได้นั่นเอง

รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น

          กรณีที่มีความเสียหายระหว่างการเดินทาง ซึ่งอยู่ในการดูแลของบริษัททัวร์ ทางบริษัทจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น จึงทำให้คุณรู้สึกสบายใจได้เลย

          ได้รู้ข้อดีของการซื้อทัวร์ชมกีฬาต่างประเทศกันไปแล้ว ก็ลองพิจารณากันดูว่าควรซื้อทัวร์ดีหรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคนด้วย แต่หากต้องการความสะดวกสบายและเที่ยวดูการแข่งขันกีฬาได้อย่างสบายใจ ก็ต้องซื้อทัวร์กันเลย โดยเลือกบริษัททัวร์ที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่รู้จักสักนิด เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงจากพวกมิจฉาชีพนั่นเอง

5 เรื่องที่ต้องรู้ เพื่อการเที่ยวดูบอลต่างประเทศอย่างปลอดภัย

เมื่อถึงช่วงการแข่งขันฟุตบอลคู่โปรด แน่นอนว่าหลายคนคงไม่อยากพลาดการไปชมการแข่งขันฟุตบอลถึงสนามแข่งหรอกจริงไหม ซึ่งหากคุณกำลังคิดจะไปดูบอลต่างประเทศ วันนี้เราก็มี 5 เรื่องที่ต้องรู้เพื่อการไปเที่ยวดูบอลอย่างปลอดภัยมาแนะนำกันด้วย ไปดูกันเลยว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

1.อย่าหลงเชื่อ ตั๋วบอลราคาถูก

          ไม่ทันได้ออกเดินทางก็ถูกหลอกโกงเงินไปกับค่าตั๋วซะแล้ว แบบนี้คงไม่ดีแน่ เพราะฉะนั้นอย่าได้หลงเชื่อพวกเว็บไซต์หรือคนที่มาเสนอขายตั๋วดูบอลที่ราคาถูกเกินเด็ดขาด เพราะอาจเป็นมิจฉาชีพที่เมื่อได้เงินค่าตั๋วจากคุณไปแล้วก็จะชิ่งหนีในทันที หรืออีกจำพวกคือนำตั๋วปลอมมาขาย ซึ่งคุณจะต้องดูให้ดีว่าเป็นตั๋วจริงหรือไม่

2.เก็บของมีค่าให้มิดชิด

          ไปเที่ยวดูบอลในสถานที่ที่มีคนเยอะแยะแบบนี้ จะต้องเก็บของมีค่าไว้ให้มิดชิดอย่านำออกมาไว้ในจุดที่อาจถูกขโมยหรือโดนกระชากได้ง่ายเด็ดขาด รวมถึงจะต้องระวังกระเป๋าสะพายหรือกระเป๋าสตางค์ของคุณให้ดี อย่ามัวแต่เชียร์บอลจนเพลิน เพราะนั่นจะทำให้พวกมิจฉาชีพสามารถใช้โอกาสนี้ขโมยไปได้ง่ายนั่นเอง

3.ควรชวนเพื่อนไปดูบอลด้วย

          การไปดูบอลต่างประเทศตามลำพัง หากมีปัญหาเกิดขึ้นจะช่วยเหลือตัวเองได้ยากโดยเฉพาะผู้หญิง ดังนั้นแนะนำให้ชวนเพื่อนไปดูบอลด้วยจะดีกว่า ซึ่งการไปเที่ยวดูบอลเป็นหมู่คณะหรือไปหลาย ๆ คน ย่อมปลอดภัยมากกว่าการไปคนเดียวอย่างแน่นอน นอกจากนี้การไปเที่ยวดูบอลกับทัวร์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากทีเดียว

4.นอนพักผ่อนให้เพียงพอก่อนไปดูบอล

          ก่อนไปดูบอลควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่าและพร้อมรับทุกสถานการณ์หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ดังนั้นคุณควรไปให้ถึงประเทศที่จะดูบอลอย่างน้อย 1 วัน เพื่อจะได้นอนพักให้เต็มที่หลังจากเดินทางเหนื่อย ๆ ก่อนไปสนุกกับการดูบอลในวันต่อไปนั่นเอง อีกทั้งการเดินทางไปถึงล่วงหน้ายังทำให้คุณได้ศึกษาเส้นทางก่อนด้วยว่าต้องเดินทางไปสนามแข่งอย่างไร มีรถประจำทางสายไหนให้บริการบ้างและค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

5.อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า

          ในสนามแข่งขันอาจมีคนเข้ามาทักทายพูดคุย ซึ่งคุณสามารถตอบตามมารยาทได้แต่ไม่ควรถึงขั้นไว้วางใจคนแปลกหน้าเด็ดขาด เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าเขามีเจตนาร้ายแอบแฝงหรือไม่ ดังนั้นควรระวังตัวเองไว้ก่อนจะดีที่สุด

          การไปเที่ยวดูบอลต่างประเทศจะต้องเซฟความปลอดภัยให้กับตัวเองอยู่เสมอ เพราะอาจมีพวกมิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวงหรือขโมยสิ่งของมีค่าได้ง่าย เพราะฉะนั้นควรเตรียมพร้อมเรื่องความปลอดภัยให้กับตัวเองก่อนออกเดินทาง รวมถึงพยายามอย่าแยกออกมาจากกลุ่มเพื่อนตามลำพัง ซึ่งหากคุณระมัดระวังเป็นอย่างดี การท่องเที่ยวดูบอลของคุณในครั้งนี้ก็จะเต็มไปด้วยความสนุก คุ้มค่า และได้ความทรงจำดี ๆ ที่น่าจดจำไปอีกยาวนานเลยล่ะ

“ท้องฟ้าจำลอง” สถานที่ที่ไม่ได้เหมาะแค่กับเด็กน้อย

“ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา” เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์ ที่ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2495
ในนาม “กองอุปกรณ์การศึกษา” โดยท้องฟ้าจำลองกรุงเทพและหอดูดาว ถูกอนุมัติให้สร้างขึ้นภายใต้การดูแลของกองอุปกรณ์การศึกษา โดย มล.ปิ่น มาลากุล ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาธิการในขณะนั้น โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระนางเจ้าสิริกิติ์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดให้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติพอดี โดยในเวลาต่อมากองอุปกรณ์การศึกษาก็ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ในปี พ.ศ.2537

หากเพื่อน ๆ คนใดสนใจเข้าเยี่ยมชมที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ก็สามารถทำได้ไม่ยากเย็นอะไร  เพียงแค่โดยสาร รถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีเอกมัย แล้วเดินต่อมาอีกหน่อยก็จะพบกับบริเวณที่เป็นจุดจำหน่ายบัตรเพื่อเข้าชมนิทรรศการต่าง ๆ และท้องฟ้าจำลอง โดยราคาบัตรเข้าชมท้องฟ้าจำลองนั้นแบ่งเป็น 2 ราคา คือรอบภาษาไทย (ผู้ใหญ่ 30 บาท และ 20 บาท สำหรับเด็ก ๆ) กับอีกประเภทที่เป็นรอบภาษาอังกฤษ (ผู้ใหญ่ 50 บาท และ 30 บาท สำหรับเด็ก ๆ) นอกจากนี้ยังมีบัตรเข้าชมนิทรรศการประเภทอื่น ๆ เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, โลกใต้น้ำ และส่วนที่จัดแสดงธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองเลือกเข้าชมตามอัธยาศัย

สำหรับใครก็ตามที่หลงใหลการดูดาวเป็นชีวิตจิตใจ ขอบอกเลยว่าท่านไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชมที่ ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพดูสักครั้ง และไม่ว่าท่านจะเป็นเด็ก หรือวัยหนุ่มสาว ก็สามารถมาท่องเที่ยวได้อย่างไม่จำเป็นต้องเขินอาย อย่างที่เขาบอกกันว่าต่อให้เราโตแค่ไหน ผ่านวุฒิการศึกษาอะไรมามากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่การเรียนในชีวิตนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวที่เรายังไม่เคยพบ เคยเจอ หรือเคยรู้มาก่อน ดังนั้นขอให้เปิดใจให้กว้าง แล้วเตรียมพบกับความตื่นตาตื่นใจที่เจ้าหน้าที่และทางหน่วยงานได้จัดเตรียมไว้คอยให้บริการอยู่ และสำหรับใครที่เคยมาท่องเที่ยวแล้วนั้น ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะรู้สึกเบื่อหรือไม่สนุก ไม่น่าสนใจเหมือนเมื่อที่เคยมาครั้งแรก เพราะทางหน่วยงานได้มีการปรับปรุงเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ส่วนแสดงท้องฟ้าจำลองประกอบไปด้วยห้องมืด ที่เรียกว่า “ห้องฉายดาว” ซึ่งเป็นห้องทรงกลมสูงประมาณ 3 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางห้องประมาณ 20.60 เมตร โดยใช้แผ่นอลูมิเนียมสีขาวที่มีความพรุนบุเป็นเพดานของโดมเพื่อรับภาพแสงของดวงดาวที่จะถูกฉายออกมาจากเครื่องฉายดาวของบริษัทสัญชาติเยอรมนี อย่าง คาร์ล ไซซ์ ซึ่งให้บริการเครื่องฉายดวงดาวระบบเลนส์ ใครก็ตามที่มีโอกาสได้ดูดาวจากเครื่องฉายนี้ขอให้ภูมิใจเถิดว่าได้มีโอกาสดูดาวจากเครื่องฉายดาวสุดไฮเทค ที่มีระบบการทำงานค่อนข้างซับซ้อน และเป็นเครื่องแรกที่มีขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

และนอกจากส่วนการแสดงต่าง ๆ ในห้องโดมแล้ว เพื่อน ๆ ยังสามารถหาความรู้ทางด้านดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้จากนิทรรศการที่จัดอยู่ในห้องใกล้เคียง อันประกอบไปด้วย “นิทรรศการส่วนโลกดาราศาสตร์ ชีวิตสัมพันธ์กับดวงดาวอย่างไร โลกและการกำเนิดชีวิต ความเป็นไปในเอกภพ และมนุษย์กับการสำรวจอวกาศ” เรียกได้ว่า ณ ที่นี้ เด็กมาได้ ผู้ใหญ่มายิ่งดี เพราะว่ามาที่นี่ให้ทั้งสาระความรู้  ความสนุกสนานและความบันเทิงอย่างครบครัน