ไม่ต้องบินไกลก็สามารถชมความงามของดอกซากุระญี่ปุ่นได้ บนดอยอ่างขาง

ดอกซากุระถือเป็นหนึ่งในสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลฮานามิ ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมการชมดอกไม้ที่อยู่คู่กับชาวญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้นไม่จำเป็นต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลถึงแดนอาทิตย์อุทัยก็สามารถชื่นชมความงามของดอกซากุระญี่ปุ่นได้ที่ดอยอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่นี่เอง

ในประเทศไทยมีต้นนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งมีดอกสีชมพูและเป็นต้นไม้วงศ์กุหลาบ (Rosaceae) เช่นเดียวกับต้นซากุระของประเทศญี่ปุ่น จนได้รับฉายาว่าเป็นซากุระเมืองไทย โดยต้นนางพญาเสือโคร่งนั้นจะขึ้นตามไหล่เขาที่มีอากาศเย็น จึงพบมากในบริเวณภาคเหนือตอนบน มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งชูดอกนางพญาเสือโคร่งเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นที่ดอยอินทนนท์, ขุนช่างเคี่ยน, ขุนแม่ยะ, ดอยช้าง-ดอยวาวี, ดอยแม่ตะมาน, ดอยผาตั้ง หรือดอยแม่สลอง แต่สำหรับที่ดอยอ่างขางนั้น นอกจากจะเต็มไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งแล้ว ในสถานีเกษตรหลวงอ่างขางยังได้ปลูกต้นซากุระสายพันธุ์ญี่ปุ่นไว้อีกด้วย

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ตั้งอยู่บนเทือกเขาแดนลาว ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นโครงการหลวงแห่งแรกของประเทศไทย ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพลิกฟื้นผืนดินจากดอยเขาหัวโล้นให้กลายมาเป็นแหล่งผลิตพืชผักผลไม้เมืองหนาวอันอุดมสมบูรณ์อย่างในปัจจุบัน โดยการนำต้นซากุระมาปลูกในประเทศไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากเมื่อครั้ง “หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี” องค์ประธานมูลนิธิโครงการหลวงได้เสด็จประเทศญี่ปุ่น และทราบว่าประเทศญี่ปุ่นมีการจัดเทศกาลฮานามิ ท่านจึงได้นำต้นซาระมาปลูกไว้บริเวณรอบ ๆ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ก่อนที่ต่อมาจะนำต้นเชอร์รี่ไต้หวัน ซึ่งมีลักษณะเดียวกันมาปลูกเพิ่มเติมเมื่อปี พ.ศ. 2551 ทำให้ปัจจุบันมีต้นซากุระญี่ปุ่นและต้นเชอร์รี่ไต้หวันปลูกรวมกันกว่า 3,000 ต้นทั่วสถานเกษตรหลวง และเมื่อเข้าสู่หน้าหนาวพันธุ์ไม้ทั้ง 3 ชนิดอย่างต้นซากุระ, ต้นเชอร์รี่ไต้หวัน และต้นนางพญาเสือโคร่งจะออกดอกบานสะพรั่ง ดอยอ่างขางจึงกลายเป็นดินแดนสีชมพูแสนโรแมนติก

ดอกซากุระที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางจะเริ่มบานในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี โดยนักท่องเที่ยวสามารถชมดอกซากุระจากประเทศญี่ปุ่นได้ที่สวนเฉลิพระเกียรติ 80 พรรษา และสวนกุหลาบอังกฤษ รวมไปถึงตลอดสองข้างทางภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางด้วยการใช้ถนนหลวงหมายเลข 107 เส้นทางเชียงใหม่-ฝาง

นอกจากจะได้ชื่นชมความสวยงามของดอกซากุระแล้ว ที่ดอยอ่างขางยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นที่น่าสนใจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิวม่อนสน ที่ขึ้นชื่อเรื่องการชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า, ไร่ชาสองพัน ไร่ชาที่ปลูกเป็นขั้นบันไดตามแนวเขา, ตลาดชุมชมบ้านคุ้ม ตลาดขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่ง และแปลงสาธิตไม้ดอก สวนไม้ดอกนานาชนิดที่ปลูกสลับหมุนเวียนตลอดทั้งปี

เครดิตภาพ: https://www.108like.com/trips/image/sakura-ak-6_1457214409.jpg

Camp Nou รังเหย้าของทีมบาร์เซโลน่า สนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

เมืองบาร์เซโลน่าถือเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของทวีปยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ในแคว้นกาตาลุญญา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง ทั้งมหาวิหารซากราดา แฟมิเลีย สถาปัตยกรรมที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก, สวนสาธารณะปาร์กเวย์ สถาปัตยกรรมที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปใต้, พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ ที่รวบรวมผลงานของจิตกรเอกของโลกไว้มากกว่า 3,500 ชิ้น แต่หนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของเมืองนี้คงหนีไม่พ้น คัมป์ นู (Camp Nou) สนามฟุตบอลประจำทีมบาร์เซโลน่า สโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่ของประเทศสเปนและทวีปยุโรป

สโมสรบาร์เซโลน่าได้ชื่อว่าเป็นทีมมหาอำนาจลูกหนังของศึกลาลีกา สเปน เคียงคู่กับสโมสรเรอัล มาดริด เหล่าขุนพลบาร์ซ่าคว้าแชมป์มาครองมากมายทั้งในระดับประเทศและทวีปยุโรป โดยมีสนามคัมป์ นู เป็นสนามเหย้าประจำทีมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 ก่อนที่สนามแห่งนี้จะผ่านการรีโนเวทมาหลายครั้งจนในปัจจุบันสามารถจุผู้ชมได้ถึง 99,354 ที่นั่ง นับเป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก นอกจากถูกใช้เป็นรังเหย้าของทีมบาร์เซโลน่าแล้ว คัมป์ นู ยังเคยถูกใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นศึกชิงแชมป์สโมสรยุโรป รอบชิงชนะเลิศ ทั้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และยูฟ่า คัพ วินเนอร์ คัพ, ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปปี 1964 และศึกฟุตบอลโลกปี 1982 รวมไปถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1992

สนามคัมป์ นู ตั้งอยู่ในจุดที่เดินทางได้อย่างสะดวกทั้งทางรถบัสและรถไฟใต้ดิน โดยตัวสนามหากมองจากภายนอกอาจมีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของสนามจะอยู่ลึกลงไปชั้นใต้ดิน ทางสโมสรบาร์เซโลน่าเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและแฟนบอลเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของสโมสรได้ทุกวัน ซึ่งภายในจะเป็นการรวบรวมทุกเรื่องราวเกี่ยวกับทีมบาร์เซโลน่า ไม่ว่าจะเป็นประวัติสโมสรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน, โทรฟี่แชมป์ทุกรายการที่ทีมประสบความสำเร็จ, เรื่องราวนักเตะชื่อดังของทีม ไล่ตั้งแต่ดิเอโก้ มาราโดน่า จนถึงซูเปอร์สตาร์คนปัจจุบันอย่างลิโอเนล เมสซี่ ที่มีการจัดแสดงรางวัลส่วนตัวทั้งบัลลงดอร์และรองเท้าทองคำ นอกจากนั้นในวันที่ไม่มีเกมการแข่งขันก็จะมีโปรแกรมทัวร์ Camp Nou Experience Tour & Museum ซึ่งสามารถซื้อตั๋วได้หลายช่องทาง ทั้งทางออนไลน์, หน้าประตูทางเข้า และจุดจำหน่ายตั๋วรอบเมืองบาร์เซโลน่า ซึ่งการซื้อตั๋วช่องทางออนไลน์จะได้ราคาถูกกว่าช่องทางอื่นประมาณ 2-3 ยูโร โดยโปรแกรมทัวร์นี้จะรวมไปถึงการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สโมสรและส่วนต่าง ๆ ของสนามคัมป์ นู อย่างห้องแต่งตัวนักฟุตบอล, ห้องแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ของผู้จัดการทีมและนักเตะ, ห้องบรรยายการถ่ายทอดสด, ทางเดินลงสู่สนาม, ซุ้มม้านั่งสำรอง รวมไปถึงได้สัมผัสสนามหญ้าที่นักเตะชื่อดังมากมายเคยลงฟาดแข้งอย่างใกล้ชิด และหลังจากจบโปรแกรมทัวร์แล้วยังสามารถเลือกซื้อสินค้าที่ระลึกตราสโมสรบาร์เซโลน่าได้ที่ Magastore เป็นการส่งท้ายทริป

บาร์เซโลน่าได้ชื่อว่าเป็นสโมสรที่ทำประโยชน์เผื่อสังคมมาโดยตลอด โดยพวกเขาบริจาคเงินให้กับองค์กรยูนิเซฟเป็นประจำทุกปี และในปัจจุบันที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาโรคโควิด-19 บาร์เซโลน่าก็ได้ประกาศขายสิทธิ์เปลี่ยนชื่อสนามให้กับสปอนเซอร์ที่สนใจ เพื่อนำเงินมาบริจาคสมทบทุนให้กับโครงการทางการแพทย์ในการวิจัยและต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาอีกด้วย

เครดิตภาพ: https://vnt.onecmscdn.com/2020/04/24/bongdaso-com_200424_204057_755.jpg

สะพานซูตองเป้ ความงดงามอย่างลงตัวของธรรมชาติและแรงศรัทธาแห่งเมืองสามหมอก

แม่ฮ่องสอน เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อในเรื่องทะเลหมอก ด้วยการมีทะเลหมอกแทบตลอดทั้งปี จนได้รับสมญานามว่า “เมืองสามหมอก” ซึ่งเกิดจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนไปมา จึงทำให้สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ น้อยนักที่จะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นได้แก่ “สะพานซูตองเป้” สะพานไม้ที่เกิดจากความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อพระพุทธศาสนา

สะพานซูตองเป้ ตั้งอยู่ที่บ้านกุงไม้สัก ตำบลปางหมู อำเภอเมืองฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับการยกย่องให้เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ด้วยขนาดกว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 500 เมตร ทอดยาวข้ามท้องทุ่งนาเขียวขจีของชาวบ้านและลำน้ำแม่สะงา ในการสร้างสะพานแห่งนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณของทางราชการเลยสักบาท แต่ใช้การร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านกุงไม้สักที่นำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้สร้างฐานรากทั้งคานและเสา รวมทั้งสานไม้ไผเป็นพื้นสะพานทอดยาวตลอดเส้นทาง โดยวัตถุประสงค์ของการสร้างสะพานแห่งนี้ก็เพื่อเชื่อมระหว่างหมู่บ้านกุงไม้สักกับสวนธรรมภูสมะ สถานปฏิบัติธรรมอันปลีกวิเวกเงียบสงบ ใช้เป็นเส้นทางบิณฑบาตของพระภิกษุสงฆ์และการสัญจรไปมาของชาวบ้าน จึงนับได้ว่าสะพานแห่งนี้สร้างสำเร็จลงได้ด้วยพลังแห่งความศรัทธาอย่างแท้จริง ซึ่งเริ่มเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2554 โดยใช้เวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จเพียง 3 เดือนเท่านั้น

ด้วยความที่ตัวสะพานรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ จึงทำให้เกิดเป็นวิวทิวทัศน์ที่งดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคม อันเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านเริ่มดำนาก็จะเกิดภาพท้องทุ่งนาเขียวขจี และหากเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนก็จะได้เห็นข้าวออกรวงสีทองเหลืองอร่าม โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่นยามเช้าและร่วมทำบุญตักบาตรได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา อันเป็นเวลาที่พระภิกษุเริ่มเดินบิณฑบาตข้ามสะพานซูตองเป้มายังหมู่บ้าน และจะข้ามสะพานกลับไปยังสวนธรรมภูสมะประมาณ 7 นาฬิกา โดยหลังจากนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินไปยังสวนธรรมภูสมะเพื่อสักการะองค์พระพุทธรูปทรงเครื่อง อันเป็นศิลปะตามแบบฉบับพม่า และมองมุมสูงลงมายังสะพานซูตองเป้ได้อีกด้วย

คำว่า “ซูตองเป้” เป็นภาษาไทใหญ่ มีความหมายว่า “อธิษฐานประสบผลสำเร็จ” จึงมีความเชื่อว่าหากข้ามสะพานนี้ก็จะประสบความสำเร็จสมดังตั้งใจ ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากตั้งใจเดินทางมาข้ามสะพานแห่งนี้สักครั้ง รวมทั้งสัมผัสกับความงามของธรรมชาติโดยรอบ จนสะพานแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดแม่ฮ่องสอนในที่สุด แต่ด้วยความที่พื้นสะพานทำจากไม้ไผสาน ซึ่งไม่ได้มีความแข็งแรงมากมายนัก เนื่องจากถูกออกแบบมาให้ใช้เดินสัญจรไปมาเท่านั้น จึงเกิดการรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวไม่วิ่งหรือกระโดดระหว่างข้ามสะพาน เพื่อไม่ให้เกิดการชำรุดเสียหายแก่ตัวสะพาน

สะพานซูตองเป้อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น โดยนักท่องเที่ยวสามารถขับรถยนต์ส่วนตัวไปตามถนนหลวงหมายเลข 1095 มุ่งหน้าสู่บ้านกุงไม้สัก จากนั้นจอดรถไว้ที่วัดกุงไม้สักแล้วเดินต่อไม่นานก็จะพบกับสะพานไม้แห่งแรงศรัทธา อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านกุงไม้สักทุกคน

เครดิตภาพ: https://s.isanook.com/tr/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL3RyLzAvdWQvMjgyLzE0MTMxMTcvaXN0b2NrLTg4MDIyOTczNC5qcGc=.jpg

“เกาะกระดาน” หาดสวย…น้ำใส ความงดงามแห่งท้องทะเลตรัง

จังหวัดตรัง เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในท้องทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความสวยงามของชายหาด และหมู่เกาะต่าง ๆ อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ทั้งปลาทะเลหลากหลายสีสัน และแนวปะการังมากมาย ที่รอคอยให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสสัมผัสความงามสักครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เกาะกระดาน” เกาะที่ได้รับการยกย่องว่ามีชายหาดที่สวยที่สุดแห่งท้องทะเลตรัง

เกาะกระดาน เป็นเกาะที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอำเภอกันตังประมาณ 10 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ โดยจุดเด่นของเกาะแห่งนี้คือเป็นชายหาดที่ทรายขาวละเอียดเหมือนแป้งเดินนุ่มสบายเท้า เหมาะแก่การลงเล่นน้ำทะเล และด้วยความที่อยู่ไกลห่างจากชายฝั่งจึงทำให้นำทะเลที่นี่เป็นสีเขียวใส มองลงไปเห็นริ้วทรายใต้พื้นน้ำได้อย่างชัดเจน ซึ่งตัวเกาะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ชายหาดด้วยกัน

                1. ชายหาดเกาะกระดาน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะ มีแนวชายหาดยาวประมาณ 2 กิโลเมตร และเป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมที่ 3 โดยบริเวณด้านหน้าชายหาดมีแนวปะการังน้ำตื้นทอดตัวเป็นแนวยาว ไม่ว่าจะเป็นปะการังสมอง, ปะการังเขากวาง หรือปะการังอ่อนหนามแดง รวมทั้งเป็นแหล่งรวมตัวของปลาทะเลหลากหลายชนิด จึงทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในการดำนำชมปะการัง นอกจากนั้นยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม และสามารถมองไปเห็นเกาะลิบง เกาะแหวน เกาะมุก และเกาะเชือกอีกด้วย

                2. ชายหาดอ่าวเนียง ตั้งอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ไปทางทิศใต้ เป็นแนวชายหาดยาวประมาณ 800 เมตร และเป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมดำน้ำชมแนวปะการังน้ำตื้น

                3. ชายหาดอ่าวช่องลม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ประมาณ 800 เมตร เป็นชายหาดทรายเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยโขดหินสีน้ำตาล โดยถือเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม

                4. ชายหาดอ่าวไผ่ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของที่หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ เป็นชายหาดยาวประมาณ 200 เมตร แม้จะไม่มีแนวปะการัง แต่ก็สามารถมองเห็นเกาะเชือก เกาะแหวน และเกาะมุก รวมทั้งยังเป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้

เกาะกระดาน ไม่เพียงได้รับการยกย่องว่ามีชายหาดที่สวยที่สุดของทะเลตรังเท่านั้น แต่เกาะแห่งนี้ยังได้ชื่อว่า “เกาะแห่งความรัก” อีกด้วย เนื่องจากได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดพิธีวิวาห์ใต้สมุทรต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปีในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ และยังถูกบันทึกลงในหนังสือ “กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ด” ว่าเป็นงานวิวาห์ใต้สมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนกลายเป็นเรื่องขึ้นชื่อของจังหวัดตรังไปในที่สุด

นอกจากการลงเล่นน้ำทะเล ดำน้ำดูปะการัง และการโต้คลื่นแล้ว อีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาบนเกาะกระดานคือการเดินทางไปชม “ถ้ำมรกต” ถ้ำที่มีชายหาดอยู่ภายใน โดยด้านบนที่เปิดโล่งทำให้ภายในถ้ำสว่างและมีแสงสะท้อนน้ำทะเลเป็นประกายสีมรกตสวยงาม ถึงขนาดมีคำพูดที่ว่า หากไม่ได้มาเที่ยวที่เกาะกระดานและถ้ำมรกต ก็เท่ากับว่ายังมาไม่ถึงทะเลตรัง

เครดิตภาพ: https://travelxpress.co.th/wp-content/uploads/kradan-island-01-700×450.jpg

เยี่ยมชมพญานาคขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ เมืองมุกดาหาร

แม่น้ำโขง เป็นสายน้ำที่มีความเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของพญานาค สัตว์ในตำนานสมัยพุทธกาลที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทำให้ตลอดเส้นทางสองฝั่งโขงเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องพญานาค ซึ่งจังหวัดมุกดาหารก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยทางจังหวัดเพิ่งมีแลนด์มาร์คแห่งใหม่เป็นพญานาคที่วิจิตรงดงามและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ริมลำน้ำโขง

“องค์พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช” เป็นรูปปั้นพญานาคเศียรเดียวในลักษณะนอนขดตัวไปมาและชูคอสูงสง่าหันไปทางแม่น้ำโขง ลำตัวมีสีเขียวอมฟ้า ขนาดยาว 122 เมตร ความกว้างลำตัว 1.5 เมตร ซึ่งชูคอสูงกว่า 20 เมตร ตั้งอยู่บนเขาภูมโนรมย์ ภายในบริเวณวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร และเนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง ที่นี่จึงเป็นจุดชมวิวที่สามารถของเห็นแม่น้ำโขง, ตัวเมืองมุกดาหาร, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมไปถึงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามอีกด้วย

ประวัติการสร้างองค์พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราชนั้น มีที่มาจากเมื่อครั้งก่อสร้าง “พระเจ้าใหญ่แก้วมุกดาศรีไตรรัตน์” พระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 39.99 เมตร สูง 59.99 เมตร และมีความสูงจากฐานถึงยอดเศียร 84 เมตร โดยเจ้าอาวาสวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์องค์ปัจจุบันตั้งใจสร้างพญานาคราชเพื่อถวายการอภิบาลองค์พระใหญ่นั้นเอง

หลังจากก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2561 ทางวัดก็ได้ทำการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมองค์พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราชโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสักการะองค์พญานาคราชเป็นจำนวนมาก โดยเหล่านักท่องเที่ยวจะตั้งจิตอธิฐานแล้วเดินลอดท้องพญานาคทั้ง 7 ช่อง ก่อนจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชา และนำผ้าแดงที่เขียนชื่อตัวเองไปผูกไว้ที่ต้นไม้รอบๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล

นอกจากองค์พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช และองค์พระเจ้าใหญ่แก้วมุกดาศรีไตรรัตน์ ที่วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพระธาตุภูมโนรมย์ พระธาตุทรงแปดเหลี่ยม, รอยพระพุทธบาทจำลองที่สร้างจากหินทราย ขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร ยาว 180 เซนติเมตร และพระอังคารเพ็ญ พระพุทธรูปขนาดเล็กที่สร้างขึ้นพร้อมกับรอยพระพุทธบาทจำลอง

วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์นั้นอยู่ห่างจากตัวเมืองมุกดาหารไปทางทิศใต้ ประมาณ 5 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวกด้วยรถยนต์ส่วนตัวไปตามถนนหลวงหมายเลข 2034 เส้นทางมุกดาหาร-ดอนตาล ซึ่งมีป้ายบอกทางตลอดเส้นทาง และด้วยความที่วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติมุกดาหาร จึงทำให้วิวทิวทัศน์โดยรอบเต็มไปด้วยธรรมชาติอันร่มรื่นตลอดสองข้างทาง การเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่จึงเท่ากับได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติไปพร้อม ๆ กัน

เครดิตภาพ: https://www.thailandtopvote.com/wp-content/uploads/2018/07/3.jpg

เคล็ดลับการท่องเที่ยวชมการแข่งขันฟุตบอลทีมโปรดแบบติดขอบสนามอย่างแฟนบอลพันธุ์แท้

การเดินทางไปชมการแข่งขันของสโมสรที่เราเฝ้าติดตามเชียร์ถึงขอบสนาม เป็นความใฝ่ฝันของแฟนบอลทุกคน ซึ่งการเดินทางในแต่ละครั้งจำต้องใช้ทั้งเวลาและเงินงบประมาณ จึงทำให้เหล่าแฟนบอลไม่สามารถเดินทางไปตามความฝันได้บ่อยนัก ดังนั้นการเดินทางแต่ละครั้งจึงต้องมีการวางแผนใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด และนี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้แฟนบอลพันธุ์แท้จัดโปรแกรมทัวร์เชียร์ทีมรักได้แบบถึงใจที่สุด

1. สมัครเป็นสมาชิกสโมสร (Official Membership) หากคุณมีแพลนเดินทางไปเชียร์ทีมโปรดอย่างแน่นอน การสมัครเป็นสมาชิกสโมสรจะช่วยให้การซื้อตั๋วของคุณเป็นเรื่องง่ายมาก เนื่องจากสมาชิกจะได้สิทธิซื้อตั๋วและจองที่นั่งล่วงหน้า แถมราคายังถูกกว่าการซื้อตั๋วผ่านเอเจนซี่หลายเท่าตัว อีกทั้งยังได้รับสิทธิพิเศษจากสโมสรอีกมากมาย นอกจากนั้นสโมสรยังมีของที่ระลึกส่งมาให้ถึงบ้านอีกด้วย เรียกได้ว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

2. เลือกช่วงเวลาที่มีการแข่งขันกลางสัปดาห์ ปกติแล้วเกมการแข่งขันฟุตบอลลีกจะถูกจัดขึ้นในวันเสาร์หรืออาทิตย์ แต่ในช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลถ้วยหรือฟุตบอลยุโรป จะทำให้มีการแข่งขันช่วงกลางสัปดาห์เพิ่มขึ้นมา ซึ่งหากเลือกช่วงเวลาในการเดินทางให้ดี คุณอาจได้มีโอกาสเชียร์ทีมรักชนิดติดขอบสนามมากกว่า 1 นัด

3. เลือกที่นั่งบริเวณมุมธง หากสามารถระบุที่นั่งได้ ที่นั่งบริเวณมุมธงเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากนี่คือตำแหน่งที่นักเตะผู้ทำประตูมักจะวิ่งมาดีใจบ่อยที่สุด ซึ่งหากทีมโปรดสามารถยิงประตูในเกมนั้นได้ คุณอาจได้ร่วมดีใจกับนักเตะอย่างใกล้ชิด

4. จองโปรแกรมทัวร์สนามและพิพิธภัณฑ์ล่วงหน้า ปัจจุบันทุกสโมสรจะจัดให้มีการทัวร์สนามและพิพิธภัณฑ์ในวันที่ไม่มีเกมการแข่งขันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นโปรแกรมที่แฟนบอลพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง โดยการซื้อตั๋วเข้าชมล่วงหน้าจะทำให้ได้ราคาตั๋วที่ถูกกว่ามาซื้อที่หน้าทางเข้า แถมหากคุณเป็น Official Membership การจองทัวร์ล่วงหน้าจะทำให้คุณได้รับการทัวร์แบบ Exclusive อีกด้วย

5. ต้องหาเวลาเดินทางไปสนามซ้อมให้ได้ ในช่วงเตรียมความพร้อมก่อนเกมการแข่งขัน นักเตะจะต้องเดินทางมาฝึกซ้อมยังสนามซ้อม แม้ทางสโมสรจะไม่เปิดโอกาสให้แฟนบอลเข้ารับชมการฝึกซ้อม แต่การมาเฝ้ารอหน้าสนามซ้อมอาจทำให้คุณได้รับลายเซ็นจากมือนักเตะคนโปรดก็เป็นได้

6. เดินทางไปชมเกมการแข่งขันของทีมเยาวชน นักเตะชื่อดังระดับโลกทั้งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่ ล้วนเคยผ่านการลงเล่นให้กับทีมเยาวชนมาก่อน ดังนั้นการไปชมเกมการแข่งขันของทีมเยาวชนอาจทำให้คุณได้เจอนักเตะซูเปอร์สตาร์ในอนาคตก็เป็นได้ ซึ่งหากคุณเป็น Official Membership ก็จะได้สิทธิชมเกมการแข่งขันโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

เพียงเท่านี้การเดินทางไปชมเกมการแข่งขันฟุตบอลยังต่างประเทศของคุณก็จะเต็มไปด้วยความทรงจำที่ไม่รู้ลืม และทำให้คุณไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังว่าได้พลาดกิจกรรมใดไป แม้นี่อาจเป็นครั้งเดียวของคุณก็ตาม

เครดิตภาพ: https://pbs.twimg.com/media/DbUj1tjXkAA1mUA.jpg

เที่ยวกรุงลอนดอนตามสไตล์แฟนบอล เยี่ยมชม 3 สนามใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก

ประเทศอังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่คลั่งไคล้ฟุตบอลเป็นอย่างมาก เฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงลอนดอนเพียงเมืองเดียว ก็เต็มไปด้วยสโมสรฟุตบอลนับ 100 แห่งทั้งในระดับอาชีพและกึ่งอาชีพ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มักจะพบเห็นสนามฟุตบอลโดยตลอด แต่สนามฟุตบอลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและแฟนบอลทั่วโลกคงหนีไม่พ้นสนามของบรรดาสโมสรใหญ่แห่งกรุงลอนดอนอย่างเชลซี, อาร์เซน่อล และท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งเราจะไปทำความรู้จักกับสนามเหย้าของทั้ง 3 สโมสรยักษ์ใหญ่กัน

สแตมฟอร์ด บริดจ์

สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นสนามเหย้าของทีมเชลซี สโมสรแรกของลอนดอนที่คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ตัวสนามตั้งอยู่ในย่านฟูแล่ม เปิดใช้มาตั้งแต่ปี 1877 ปัจจุบันมีความจุผู้ชม 41,837 ที่นั่ง ซึ่งมีโครงการขยายความจุในอนาคตเป็น 63,000 ที่นั่งภายในปี 2023 โดยทางสโมสรเปิดให้เข้าเยี่ยมชมสนามและพิพิธภัณฑ์ได้ในราคา 19 ปอนด์สำหรับผู้ใหญ่ และราคา 13 ปอนด์ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

การเดินทางมายังสนามมีความสะดวกสบายด้วยระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถเมล์และรถไฟใต้ดิน โดยมีป้ายรถเมล์ถึง 2 จุดบริเวณด้านหน้าสนามบนถนนฟูแล่ม ส่วนทางออกรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือสถานี Fulham Broadway ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ขับรถยนต์ส่วนตัวเนื่องจากบริเวณรอบ ๆ สนามเป็นเขตห้ามจอดรถ

เอมิเรตส์ สเตเดียม

เอมิเรตส์ สเตเดียม เป็นสนามฟุตบอลประจำทีมอาร์เซน่อล สโมสรฟุตบอลอาชีพแห่งแรกของกรุงลอนดอน ตั้งอยู่ในย่านฮอลโลเวย์ทางตอนเหนือของลอนดอน เริ่มเปิดใช้งานเมื่อปี 2006 เพื่อทดแทนสนามเดิมอย่าง ไฮบิวรี่ ซึ่งทำให้สามารถรองรับแฟนบอลได้ถึง 60,704 ที่นั่ง โดยตั๋วเข้าชมสนามและพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่มีราคา 25 ปอนด์ และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีราคา 16 ปอนด์

การเดินทางมายังสนามที่สะดวกที่สุดคือใช้บริการรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน Piccadilly Line โดยลงที่สถานีอาร์เซน่อล ซึ่งเมื่อออกจากสถานีมาแล้วให้เดินเท้าต่ออีก 300 เมตรก็จะถึงสนาม

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม เป็นรังเหย้าแห่งใหม่ของสโมสรท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่สร้างขึ้นบนตำแหน่งของสนามดั่งเดิมอย่าง ไวต์ฮาร์ทเลน ด้วยมูลค่าการก่อสร้างกว่า 1,000 ล้านปอนด์ และเพิ่งทำการเปิดใช้อย่างเป็นทางการไปเมื่อปี 2019 โดยได้ชื่อว่าเป็นสนามฟุตบอลระดับสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในกรุงลอนดอนด้วยความจุสูงสุด 62,303 ที่นั่ง ด้วยความใหม่ของสนามจึงทำให้ราคาเข้าชมสนามและพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่มีราคาสูงถึง 30 ปอนด์ ในขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีราคาเพียง 15 ปอนด์เท่านั้น

การเดินทางมายังสนามสามารถเลือกได้หลายช่องทางทั้งรถไฟใต้ดินสาย Victoria ลงที่สถานี Seven Sisters, รถชัตเตอร์บัส รวมไปถึงรถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากสนามอยู่ใกล้กับทางด่วน

โดยหากต้องการทัวร์สนามฟุตบอลและพิพิธภัณฑ์อย่างจุใจครบทุกที่ แฟนบอลสามารถเลือกซื้อบัตร London Pass เพียงบัตรเดียวก็สามารถเข้าชมได้ทั้งที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และเอมิเรตส์ สเตเดียม น่าเสียดายที่ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ แต่ก็ชดเชยด้วยการทัวร์สนามเวมบลีย์แทน นอกจากนั้น London Pass ยังสามารถใช้เข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของกรุงลอนดอนได้กว่า 60 แห่งอีกด้วย

เครดิตภาพ: https://d2bq2usf2vwncx.cloudfront.net/Pictures/780xany/1/5/6/1817156_Emirates-Stadium-by-JPellgen.jpg

สัมผัสธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการพักผ่อนในช่วงวันหยุดด้วยการใกล้ชิดกับป่าไม้และขุนเขา ไม่ว่าจะเป็นสายถ่ายภาพหรือสายผจญภัย ต้องมี “อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” เป็นหนึ่งในสถานที่โปรดในดวงใจอย่างแน่นอน เนื่องจากพื้นที่โดยรอบของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเต็มไปด้วยจุดท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมายให้เหล่านักท่องเที่ยวเลือกทำกิจกรรมได้ตามความสนใจของแต่ละคน

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ถือเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ถึง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน, อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเนื้อที่รวมทั้งหมดกว่า 1.8 ล้านไร่ ด้วยความกว้างใหญ่และความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ทำให้อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ สัตว์ป่าน้อยใหญ่นานาชนิด อีกทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญ จึงก่อให้เกิดสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วอุทยานแห่งชาตินี้

เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนดินที่ปิดล้อมหุบเขาจนเกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ถึง 45 ตารางกิโลเมตร มีเกาะกลางน้ำหลายแห่ง รวมไปถึงมีสะพานแขวนเชื่อมระหว่างเกาะ ซึ่งนับเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม เนื่องจากถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก” นั้นเอง นอกจากนี้ทะเลสาบแห่งนี้ยังสามารถพายเรือคายัคเพื่อชมทัศนียภาพ หรือพายเรือตกปลาได้อีกด้วย

เขาพะเนินทุ่ง จุดชมวิวที่สามารถชมทะเลหมอกยามเช้าได้ตลอดทั้งปี ไม่เว้นแม้แต่ช่วงหน้าร้อน เนื่องจากเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติในประเทศไทย ด้วยความสูงถึง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ด้วยเส้นทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ จึงมีการกำหนดช่วงเวลาขึ้น-ลง และต้องขอใบอนุญาตผ่านทางจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเสียก่อน ทำให้นักท่องเที่ยวต้องวางแผนการเดินทางให้ดี

น้ำตกทอทิพย์ น้ำตกยอดนิยมที่อยู่ห่างจากเขาพะเนินทุ่งไม่มากนัก มีความสูงทั้งสิ้น 9 ชั้น ซึ่งชั้นที่ 5 ได้รับการยกย่องว่าเป็นชั้นที่สวยที่สุด จึงกลายเป็นชั้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเช่นกัน โดยการจะเข้าไปถึงตัวน้ำตกได้นั้นต้องจอดรถไว้และใช้การเดินเท้าเข้าไปในป่าอีกประมาณ 4 กิโลเมตร

จุดชมผีเสื้อแคมป์บ้านกร่าง เนื่องจากบริเวณแคมป์บ้านกร่างมีโป่งดินตามลำธารอยู่มากมาย ทำให้ในช่วงหน้าร้อนของทุกปี ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมตัวของผีเสื้อนับพันตัวกว่า 200 สายพันธุ์ ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมผีเสื้อคือระหว่าง 10.00 – 14.00 น. นอกจากนั้นบริเวณนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวสายแอดเวนเจอร์ได้ศึกษาทั้งป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง รวมไปถึงสัตว์ป่านานาชนิด

ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก ทำให้การท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานสามารถทำได้ทั้งแบบ One Day Trip และแบบค้างคืน ซึ่งสามารถเลือกได้อีกว่าจะค้างคืนแนวผจญภัยด้วยการกางเต็นท์ หรือเน้นความสะดวกสบายด้วยที่พักที่มีให้เลือกหลายระดับ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกกลุ่มจริง ๆ

เครดิตภาพ: https://thailandtourismdirectory.go.th/th/file/get/file/201805155d7b9adcbe1c629ec722529dd12e5129162258.jpg

พักผ่อนและสัมผัสวิถีเกษตรแบบฉบับญี่ปุ่นที่ “Coro Field” สวนผึ้ง

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวสายเขียวที่รักการพักผ่อนไปพร้อมกับการชื่นชมธรรมชาติ คุณจะต้องหลงรัก “Coro Field” เพราะฟาร์มแห่งนี้เต็มไปด้วยกิจกรรมที่จะนำคุณไปใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทั้งการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การอนุรักษ์ รวมไปถึงได้ลิ้มรสชาติของผลผลิตทางการเกษตรที่สดใหม่อย่างอร่อย เรียกได้ว่าเที่ยวที่เดียวครบทั้งเพลินตาและอิ่มสบายท้องกันเลย

Coro Field เป็นฟาร์มเกษตรสไตล์ญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องการปลูก โทมิเมล่อน เมล่อนสายพันธ์พิเศษจากเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเปิดให้ท่องเที่ยวแบบ Lifestyle Farming โดยพื้นที่ฟาร์มกว่า 100 ไร่ ถูกแบ่งเป็นโซนกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย

Coro House เป็นโรงเรือนกรีนเฮาส์ขนาดใหญ่ที่เพาะปลูกโทมิเมล่อนและมะเขือเทศเชอร์รี่ฮอลแลนด์ โดยนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการควบคุมแสงแดด ความชื้น และการรดน้ำด้วยน้ำแร่ ซึ่งในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนมกราคมจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมและเก็บเกี่ยวผลโทมิเมล่อนด้วยตัวเองอีกด้วย

Coro Garden เป็นแปลงเกษตรสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมทำกิจกรรมปลูกและเก็บเกี่ยว เริ่มจากการปลูกผักปลอดสารพิษด้วยอุปกรณ์ขนาดจิ๋วตั้งแต่การขุดหลุม นำผักลงหลุม และยังมีการตั้งชื่อให้ผักที่ปลูกเองด้วย โดยผักเหล่านี้เมื่อโตจนสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ทางฟาร์มจะนำไปแบ่งปันให้กับชุมชน ทั้งวัด โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือคนยากไร้ นับเป็นการปลูกผักที่ได้บุญไปในตัว ในส่วนของการเก็บเกี่ยวนั้น นักท่องเที่ยวจะได้เก็บเกี่ยวมะเขือเทศเชอร์รี่ฮอลแลนด์กลับบ้านด้วยมือตัวเองใส่ชะลอมจุกขนาดเล็กที่ทางฟาร์มเตรียมไว้ให้ นอกจากนั้นยังมีพืชผักผลไม้ประเภทอื่นที่ทางฟาร์มปลูกไว้ให้ชม อาทิเช่น มันม่วงญี่ปุ่น, ฟักทองญี่ปุ่น และแตงโมญี่ปุ่น

Coro G.I.Y. (Grow It Yourself) เป็นการจัดสวนในขวดแก้วขนาดเล็ก โดยให้นักท่องเที่ยวปลูกต้นไม้จิ๋วจำพวกต้นกระบองเพชร จำนวน 1 ต้นในขวดแก้ว โดยตกแต่งด้วยหินสีตามใจชอบ นอกจากนั้นยังมีการทำเวิร์กช็อปจัดช่อดอกไม้แห้งทำเป็นโปสการ์ด, ดินสอ และสมุดโน้ต เพื่อนำกลับไปใช้เองหรือมอบเป็นของขวัญให้คนที่คุณรัก

หลังจากทำกิจกรรมจนเหนื่อย ก็ถึงเวลาเติมพลังให้ร่างกายที่ Coro Cafe ร้านคาเฟ่แอนด์บิสโทรในรูปแบบ Japanese Fusion Food ที่นำผักและผลไม้จากฟาร์มมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหาร โดยมีเมนูให้เลือกทั้งเครื่องดื่ม, อาหารทานเล่น, อาหารจานหลัก และขนมของหวานมากมาย ซึ่งคุณต้องไม่พลาดเมนูที่ทำจากโทมิเมล่อนที่รังสรรค์พร้อมเสิร์ฟทั้งเครื่องดื่มและของหวาน นอกจากนั้นหากคุณชื่นชอบความสดอร่อยของพืชผักผลไม้ที่ผสมผสานอยู่ในเมนูทั้งคาวหวาน ก็สามารถเลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกจากไร่ Coro Field ก่อนกลับบ้านได้ที่โซน Coro Market โดยมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกทั้งโทมิเมล่อน, มะเขือเทศเชอร์รี่ฮอลแลนด์, มันม่วงญี่ปุ่น และผักสลัด รวมไปถึงผลผลิตแปรรูปอย่างเช่น ผลไม้อบแห้ง, แยมผลไม้ และน้ำสลัดแบบต่าง ๆ

Coro Field เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9 โมง โดยวันธรรมดาจะเปิดถึงเวลา 5 โมงเย็น ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จะเปิดถึงเวลา 1 ทุ่มตรง โดยฟาร์มอยู่ติดถนนหลวงหมายเลข 3208 ราชบุรี-ผาปก ซึ่งหน้าทางเข้ามีโคโรคุง มาสคอตสวมชุดฟางยืนรอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน

แพทสเตเดี้ยม ฉบับปรับปรุงใหม่ พร้อมลุย AFC แชมเปี้ยนลีก

สโมรสรการท่าเรือเป็นสโมสรเก่าแก่ที่อยู่คู่วงการฟุตบอลไทยมานานหลายปี เป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงในเรื่องความเหนียวแน่นของกองเชียร์ ว่ากันว่าแฟนบอลท่าเรือขึ้นชื่อในเรื่องความโหดดิบเถื่อน (ในเรื่องการเชียร์) เป็นอันดับต้น ๆ ในลีก เพราะตั้งอยู่ในเขตท่าเรือคลองเตยที่มีชุมชนอยู่กันอย่างหนาแน่น ทำให้แฟน ๆ ของท่าเรือได้อยู่กับทีมมานานรุ่นต่อรุ่น แม้จะห่างหายจากตำแหน่งแชมป์มาหลายปี แต่สโมรสรการท่าเรือก็มีชื่อเข้าชิงแชมป์ลีกทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ เข้ามาบริหาร ความสำเร็จก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ

สนามเล็กและแออัดจะขยับขยายอย่างไร

                ทุกท่านคงได้เห็นผลงานของสิงห์ท่าเรือจากการอัพเดตของ VWIN ตลอดฤดูกาล 2018 – 2019 และบทสรุปคือสโมสรการท่าเรือทำอันดับในลีกจบที่อันดับสองในฤดูกาล 2018 – 2019 ก็ถึงคราวที่ทีมจะต้องเข้าไปลุยในศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนลึก ถึงแม้จะเป็นรอบคัดเลือกรอบสองยังไม่สามารถเข้ารอบแบ่งกลุ่มอัตโนมัติ และอาจจะเป็นการแข่งขันเพียงนัดเดียวหากแพ้ขึ้นมา นโยบายของมาดามแป้งก็ไม่อยากที่จะทำลวก ๆ ด้วยการย้ายไปแข่งที่สนามอื่นตามกฎของเอเอฟซี ที่สนามที่ใช้แข่งจะต้องผ่านมาตรฐานเอเอฟซี คลับไลเซนซิ่ง ซึ่งทุกที่นั่งในสนามต้องมีเก้าอี้ และมีห้องต่าง ๆ ตามกฎ ซึ่งหากมาดามแป้งจะย้ายไปใช้สนามอื่นก็คงไม่มีใครว่าอะไรเพราะอาจจะเป็นบอลแค่นัดเดียว แต่เพื่อสร้างมาตรฐานและเป็นการเอาใจแฟนบอลชาวท่าเรือ มาดามจึงตัดสินใจปรับปรุงสนามให้ทันกำหนดของเอเอฟซี

                สนามจึงมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ทั้งติดตั้งเก้าอี้รอบสนาม ปูหญ้าใหม่ และสร้างห้องพักนักกีฬาและห้องพักผู้ตัดสิน รวมถึงทีมงานของเอเอฟซี มาดามก็จัดให้เสร็จทันเวลา ทำให้เมืองไทยมีสนามที่ได้มาตรฐานเอเอฟซีเพิ่มอีกหนึ่งสนาม

                เคยมีการถามว่าทำไมมาดามถึงไม่คิดย้ายไปสร้างสนามใหม่ เพราะสนามแพทสเตเดี้ยมมีขนาดเล็กด้วยความที่ตั้งอยู่ในเขตการท่า ทำให้มีพื้นที่ในการขยับขยายน้อยมาก กลายเป็นสนามที่เล็กที่สุดสนามหนึ่งในเมืองไทย แต่ข้อดีของสนามแพทสเตเดี้ยมที่ถึงแม้จะเล็กขยับขยายยาก แต่ความใกล้กันของแฟนบอลกับขอบสนาม ทำให้แม้จะมีผู้ชมในสนามน้อยแต่ก็ทำให้คนดูเต็มสนาม เสียงเชียร์และเสียงโห่ดังและกดดันทีมเยือนได้มาก นี่จึงเป็นข้อดีของสนามแพทสเตเดี้ยมที่หาที่อื่นมาเทียบเคียงได้ยาก

การลงทุนที่คุ้มค่า

                แม้จะมีเสียงค่อนขอดว่าการลงทุนปรับปรุงสนามครั้งนี้จะสูญเปล่า แต่หากมองดูดีดี นอกจากเราจะมีสนามที่มีคลับไลเซนซิ่งเพิ่มขึ้นแล้ว สำหรับทีมการท่าเรือเองอาจจะได้เปรียบเสียงเชียร์ในการแข่งขัน เอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก ไม่แน่ว่าเสียงเชียร์อันดุดันจะข่มขวัญคู่แข่งจากทั่วเอเชียจนนำความสำเร็จในระดับเอเชียร์มาสู่ถิ่นคลองเตยก็ได้