5 เรื่องที่ต้องรู้ เพื่อการเที่ยวดูบอลต่างประเทศอย่างปลอดภัย

เมื่อถึงช่วงการแข่งขันฟุตบอลคู่โปรด แน่นอนว่าหลายคนคงไม่อยากพลาดการไปชมการแข่งขันฟุตบอลถึงสนามแข่งหรอกจริงไหม ซึ่งหากคุณกำลังคิดจะไปดูบอลต่างประเทศ วันนี้เราก็มี 5 เรื่องที่ต้องรู้เพื่อการไปเที่ยวดูบอลอย่างปลอดภัยมาแนะนำกันด้วย ไปดูกันเลยว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

1.อย่าหลงเชื่อ ตั๋วบอลราคาถูก

          ไม่ทันได้ออกเดินทางก็ถูกหลอกโกงเงินไปกับค่าตั๋วซะแล้ว แบบนี้คงไม่ดีแน่ เพราะฉะนั้นอย่าได้หลงเชื่อพวกเว็บไซต์หรือคนที่มาเสนอขายตั๋วดูบอลที่ราคาถูกเกินเด็ดขาด เพราะอาจเป็นมิจฉาชีพที่เมื่อได้เงินค่าตั๋วจากคุณไปแล้วก็จะชิ่งหนีในทันที หรืออีกจำพวกคือนำตั๋วปลอมมาขาย ซึ่งคุณจะต้องดูให้ดีว่าเป็นตั๋วจริงหรือไม่

2.เก็บของมีค่าให้มิดชิด

          ไปเที่ยวดูบอลในสถานที่ที่มีคนเยอะแยะแบบนี้ จะต้องเก็บของมีค่าไว้ให้มิดชิดอย่านำออกมาไว้ในจุดที่อาจถูกขโมยหรือโดนกระชากได้ง่ายเด็ดขาด รวมถึงจะต้องระวังกระเป๋าสะพายหรือกระเป๋าสตางค์ของคุณให้ดี อย่ามัวแต่เชียร์บอลจนเพลิน เพราะนั่นจะทำให้พวกมิจฉาชีพสามารถใช้โอกาสนี้ขโมยไปได้ง่ายนั่นเอง

3.ควรชวนเพื่อนไปดูบอลด้วย

          การไปดูบอลต่างประเทศตามลำพัง หากมีปัญหาเกิดขึ้นจะช่วยเหลือตัวเองได้ยากโดยเฉพาะผู้หญิง ดังนั้นแนะนำให้ชวนเพื่อนไปดูบอลด้วยจะดีกว่า ซึ่งการไปเที่ยวดูบอลเป็นหมู่คณะหรือไปหลาย ๆ คน ย่อมปลอดภัยมากกว่าการไปคนเดียวอย่างแน่นอน นอกจากนี้การไปเที่ยวดูบอลกับทัวร์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากทีเดียว

4.นอนพักผ่อนให้เพียงพอก่อนไปดูบอล

          ก่อนไปดูบอลควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่าและพร้อมรับทุกสถานการณ์หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ดังนั้นคุณควรไปให้ถึงประเทศที่จะดูบอลอย่างน้อย 1 วัน เพื่อจะได้นอนพักให้เต็มที่หลังจากเดินทางเหนื่อย ๆ ก่อนไปสนุกกับการดูบอลในวันต่อไปนั่นเอง อีกทั้งการเดินทางไปถึงล่วงหน้ายังทำให้คุณได้ศึกษาเส้นทางก่อนด้วยว่าต้องเดินทางไปสนามแข่งอย่างไร มีรถประจำทางสายไหนให้บริการบ้างและค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

5.อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า

          ในสนามแข่งขันอาจมีคนเข้ามาทักทายพูดคุย ซึ่งคุณสามารถตอบตามมารยาทได้แต่ไม่ควรถึงขั้นไว้วางใจคนแปลกหน้าเด็ดขาด เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าเขามีเจตนาร้ายแอบแฝงหรือไม่ ดังนั้นควรระวังตัวเองไว้ก่อนจะดีที่สุด

          การไปเที่ยวดูบอลต่างประเทศจะต้องเซฟความปลอดภัยให้กับตัวเองอยู่เสมอ เพราะอาจมีพวกมิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวงหรือขโมยสิ่งของมีค่าได้ง่าย เพราะฉะนั้นควรเตรียมพร้อมเรื่องความปลอดภัยให้กับตัวเองก่อนออกเดินทาง รวมถึงพยายามอย่าแยกออกมาจากกลุ่มเพื่อนตามลำพัง ซึ่งหากคุณระมัดระวังเป็นอย่างดี การท่องเที่ยวดูบอลของคุณในครั้งนี้ก็จะเต็มไปด้วยความสนุก คุ้มค่า และได้ความทรงจำดี ๆ ที่น่าจดจำไปอีกยาวนานเลยล่ะ

“ท้องฟ้าจำลอง” สถานที่ที่ไม่ได้เหมาะแค่กับเด็กน้อย

“ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา” เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์ ที่ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2495
ในนาม “กองอุปกรณ์การศึกษา” โดยท้องฟ้าจำลองกรุงเทพและหอดูดาว ถูกอนุมัติให้สร้างขึ้นภายใต้การดูแลของกองอุปกรณ์การศึกษา โดย มล.ปิ่น มาลากุล ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษาธิการในขณะนั้น โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระนางเจ้าสิริกิติ์เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดให้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2507 ซึ่งเป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติพอดี โดยในเวลาต่อมากองอุปกรณ์การศึกษาก็ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ในปี พ.ศ.2537

หากเพื่อน ๆ คนใดสนใจเข้าเยี่ยมชมที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ก็สามารถทำได้ไม่ยากเย็นอะไร  เพียงแค่โดยสาร รถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีเอกมัย แล้วเดินต่อมาอีกหน่อยก็จะพบกับบริเวณที่เป็นจุดจำหน่ายบัตรเพื่อเข้าชมนิทรรศการต่าง ๆ และท้องฟ้าจำลอง โดยราคาบัตรเข้าชมท้องฟ้าจำลองนั้นแบ่งเป็น 2 ราคา คือรอบภาษาไทย (ผู้ใหญ่ 30 บาท และ 20 บาท สำหรับเด็ก ๆ) กับอีกประเภทที่เป็นรอบภาษาอังกฤษ (ผู้ใหญ่ 50 บาท และ 30 บาท สำหรับเด็ก ๆ) นอกจากนี้ยังมีบัตรเข้าชมนิทรรศการประเภทอื่น ๆ เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, โลกใต้น้ำ และส่วนที่จัดแสดงธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ให้เด็ก ๆ และผู้ปกครองเลือกเข้าชมตามอัธยาศัย

สำหรับใครก็ตามที่หลงใหลการดูดาวเป็นชีวิตจิตใจ ขอบอกเลยว่าท่านไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมชมที่ ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพดูสักครั้ง และไม่ว่าท่านจะเป็นเด็ก หรือวัยหนุ่มสาว ก็สามารถมาท่องเที่ยวได้อย่างไม่จำเป็นต้องเขินอาย อย่างที่เขาบอกกันว่าต่อให้เราโตแค่ไหน ผ่านวุฒิการศึกษาอะไรมามากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่การเรียนในชีวิตนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวที่เรายังไม่เคยพบ เคยเจอ หรือเคยรู้มาก่อน ดังนั้นขอให้เปิดใจให้กว้าง แล้วเตรียมพบกับความตื่นตาตื่นใจที่เจ้าหน้าที่และทางหน่วยงานได้จัดเตรียมไว้คอยให้บริการอยู่ และสำหรับใครที่เคยมาท่องเที่ยวแล้วนั้น ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะรู้สึกเบื่อหรือไม่สนุก ไม่น่าสนใจเหมือนเมื่อที่เคยมาครั้งแรก เพราะทางหน่วยงานได้มีการปรับปรุงเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ส่วนแสดงท้องฟ้าจำลองประกอบไปด้วยห้องมืด ที่เรียกว่า “ห้องฉายดาว” ซึ่งเป็นห้องทรงกลมสูงประมาณ 3 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางห้องประมาณ 20.60 เมตร โดยใช้แผ่นอลูมิเนียมสีขาวที่มีความพรุนบุเป็นเพดานของโดมเพื่อรับภาพแสงของดวงดาวที่จะถูกฉายออกมาจากเครื่องฉายดาวของบริษัทสัญชาติเยอรมนี อย่าง คาร์ล ไซซ์ ซึ่งให้บริการเครื่องฉายดวงดาวระบบเลนส์ ใครก็ตามที่มีโอกาสได้ดูดาวจากเครื่องฉายนี้ขอให้ภูมิใจเถิดว่าได้มีโอกาสดูดาวจากเครื่องฉายดาวสุดไฮเทค ที่มีระบบการทำงานค่อนข้างซับซ้อน และเป็นเครื่องแรกที่มีขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

และนอกจากส่วนการแสดงต่าง ๆ ในห้องโดมแล้ว เพื่อน ๆ ยังสามารถหาความรู้ทางด้านดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้จากนิทรรศการที่จัดอยู่ในห้องใกล้เคียง อันประกอบไปด้วย “นิทรรศการส่วนโลกดาราศาสตร์ ชีวิตสัมพันธ์กับดวงดาวอย่างไร โลกและการกำเนิดชีวิต ความเป็นไปในเอกภพ และมนุษย์กับการสำรวจอวกาศ” เรียกได้ว่า ณ ที่นี้ เด็กมาได้ ผู้ใหญ่มายิ่งดี เพราะว่ามาที่นี่ให้ทั้งสาระความรู้  ความสนุกสนานและความบันเทิงอย่างครบครัน

ท่องเที่ยวด้วยใจไปกับรถไฟสายมรณะ ที่กาญจนบุรี

หากนึกถึงการท่องเที่ยวด้วยรถไฟแล้วล่ะก็ จังหวัดหนึ่งที่มักจะถูกนักท่องเที่ยวทั้งหลายนึกถึงมาเป็นอันดับต้น ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นจังหวัดที่มากไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันหลากหลายและสวยงามที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศไทยอย่างจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งการเดินทางไปก็สุดแสนจะง่ายดาย เนื่องจากว่าทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดตารางการท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับไว้ให้กับนักท่องเที่ยวทุกท่านที่สนใจเรียบร้อยแล้ว

แค่ท่านกำเงินประมาณ 120 บาท สำหรับรถนั่งธรรมดาชั้น 3 หรือ 240 สำหรับรถนั่งปรับอากาศชั้น 2 แล้วเดินเข้าไปซื้อตั๋ว เพียงเท่านี้ท่านก็มีโอกาสเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสไปดื่มด่ำกับบรรยากาศแห่งประวัติศาสตร์ในเส้นทางรถไฟสายมรณะนี้ แต่ต้องแอบกระซิบกันก่อนว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถได้สิทธิ์นี้ เพราะต้องบอกเลยว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางโดยรถไฟ ดังนั้นถ้าจะให้ดีท่านควรจองตั๋วล่วงหน้าก่อนการเดินทางซักระยะเวลาหนึ่งจะเป็นการดีที่สุด ซึ่งการจองตั๋วก็สามารถทำได้ง่ายดาย ทั้งแบบจองออนไลน์ หรือจองผ่านศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ ที่หมายเลข 1690 เพียงเท่านี้ท่านก็อุ่นใจได้เลยว่าท่านจะไม่ตกรถไฟขบวนนี้อย่างแน่นอน

สำหรับตารางการเดินทางนั้น รถไฟขบวนนี้จะออกจากกรุงเทพ ที่สถานีรถไฟหัวลำโพงเวลา 06.30 น. จากนั้นสถานที่แรกที่จะไปแวะพัก ก็คือ สถานีรถไฟนครปฐม โดยที่จุดแรกนี้นักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสไปสักการะองค์พระปฐมเจดีย์ เป็นระยะเวลาประมาณ 40 นาที หรือหากใครใคร่เดินเลือกซื้อของกินบริเวณแถว ๆ สถานีรถไฟนั้นก็ย่อมทำได้ เนื่องจากบริเวณนั้นจะมีพ่อค้าแม่ขายมาคอยบริการนักท่องเที่ยวให้ได้เลือกซื้อเลือกหาสินค้าตามความพึงพอใจ แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าหากใครที่ต้องการไปสักการะองค์พระปฐมเจดีย์แล้วล่ะก็ ควรรีบทำเวลาให้ดีดี เนื่องจากดูเผิน ๆ ระยะทางจากตัวสถานีมาถึงองค์พระฯ อาจดูไม่ไกลมากนัก แต่เชื่อเถอะว่าหากมัวอ้อยอิ่งอาจทำให้ท่านต้องตกรถไฟได้

ต่อจากนั้นรถไฟจะพาท่านไปแวะพักอีกทีบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว เวลาประมาณ 09.35 น. เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสลงไปถ่ายรูปกับวิวแม่น้ำและสะพาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของการท่องเที่ยวในครั้งนี้ นอกจากนี้หากใครใจดีก็อาจจะทำบุญเพื่อช่วยบริจาคทุนการศึกษาให้กับเด็ก ๆ ที่มักจะมาตั้งวงดนตรีร้องเพลงเพื่อหาเงินค่าเล่าเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ พอให้เป็นสีสันแก่สถานที่แห่งนี้ได้มากพอสมควร

จากนั้นเวลาประมาณ 11.00 น. ขบวนรถไฟก็จะเดินทางถึงถ้ำกระแซอันเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การสร้างทางรถไฟอันลือเลื่องในอดีต เมื่อครั้งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และต่อจากนั้นท่านจะเดินทางถึงยังบริเวณสถานีรถไฟน้ำตกไทรโยคน้อย ทุกคนก็ได้เวลาแยกย้ายไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บางคนก็ไปเล่นน้ำตกกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน หรือบางคนอาจหาอาหารกลางวันรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย

แต่สำหรับใครที่คิดว่ายังเดินทางไม่จุใจก็อาจจะเหมาสองแถว หรือเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขับต่อไปยังสถานที่อันเป็นอีกหนึ่งตำนานประวัติศาสตร์อย่างช่องเขาขาด ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดแวะพักของรถไฟมากนัก บอกเลยว่าการได้ขับมอเตอร์ไซค์ท้าทายลมแห่งขุนเขาประกอบกับวิวสองข้างทางนั้นช่างคุ้มค่ากับเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดจริง ๆ แต่อย่างไรก็ดีท่านจะต้องคอยควบคุมเวลาของท่านให้ดีดี มิเช่นนั้นขากลับท่านอาจต้องอาศัยรถโดยสารประเภทอื่นกลับกรุงเทพแทนรถไฟก็เป็นได้

สำหรับช่วงการเดินทางขากลับนั้น เมื่ออิ่มเอมกับการชมวิวทั้งทิวเขาและแม่น้ำจากขามาแล้ว ก็เหลือเพียงแค่ลุ้นให้รถไฟของท่านแล่นให้เร็วพอที่จะสามารถแวะเที่ยวชมสุสานทหารพันธมิตรที่จะปิดทำการในเวลา 17.00 น. ให้จงได้ แต่หากไม่ทัน ก็เพียงแค่ย้อมใจด้วยของกินอร่อย ๆ ที่พนักงานรถไฟจะคอยถามไถ่ให้ท่านสั่งอาหารอยู่เป็นระยะ ๆ ขอบอกเลยว่าของกินที่จะพลาดไปเสียไม่ได้ในทริปนี้ หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวันนั้น ก็คือ ก๋วยเตี๋ยวแห้ง  เป็ดทอด และขนมหม้อแกงรสชาติดี และเมื่ออิ่มหนำสำราญกับอาหารต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่จะต้องแยกย้ายจากสหายนักเดินทางทั้งหลาย เพราะเวลาประมาณ 19.25 น. นั้น รถไฟก็จะถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพนั่นเอง

ไปเมื่อไรตกหลุมรักเมื่อนั้นกับตัวเมืองเล็ก ๆ นามว่า “อุทัยธานี”

“อุทัยธานี” เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศไทย มีแม่น้ำที่สำคัญไหลผ่านด้วยกันสองสาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำสะแกกรัง หากถามนักท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไปแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองอุทัยธานีนั้น ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะนึกถึงกันมากสักเท่าไหร่ บางคนก็อาจจะมีโอกาสแค่ผ่านไปผ่านมากับถนนสายหลักที่ใช้เดินทางขึ้นเหนือได้อีกหนึ่งเส้นทาง แต่เชื่อเหลือเกินว่าหากใครก็ตามที่ได้มีโอกาสแวะเวียนเข้ามาเที่ยวยังตัวเมืองอุทัยธานีแห่งนี้ ก็คงจะตกหลุมรักเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ได้ไม่ยาก

ดูเผิน ๆ แล้วตัวเมืองอุทัยธานีอาจไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจมากเท่ากับสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดอื่น แต่หากพิจารณาให้ดีแล้วมนต์เสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหลก็คงจะเป็นความสงบเงียบ และการดำเนินชีวิตของชาวบ้านในชุมชนที่เป็นไปอย่างไม่รีบเร่งเฉกเช่นคนในเมืองใหญ่อื่น ๆ นี้เอง เพราะบางครั้งการที่เราได้มีโอกาสอยู่กับใจตนเองเงียบ ๆ ก็เป็นการพักผ่อนจิตใจที่ดีที่สุดอีกทางหนึ่งได้เหมือนกัน แต่จะว่าไปแล้วสถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นในตัวเมืองเอง หรือบริเวณใกล้เคียงก็มีให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัส ไปเยี่ยมชมจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น

วัดสังกัสรัตนคีรี

วัดสังกัสรัตนคีรี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อวัดเขาสะแกกรัง เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของเมืองอุทัยธานี โดยถูกสันนิษฐานว่าวัดนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2443 ตั้งอยู่บนยอดเขาสะแกกรังซึ่งตั้งอยู่บริเวณตะวันตกของตัวเมืองอุทัยธานี ทำให้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองอุทัยธานีเบื้องล่าง ที่ถูกขนาบไปด้วยขุนเขาทางด้านซ้ายและแม่น้ำสะแกกรังทางด้านขวา ณ ที่แห่งนี้มีประเพณีที่สำคัญประจำจังหวัดอย่างประเพณีตักบาตรเทโว ที่มักจะถูกจัดขึ้นทุกปี ในทุก ๆ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ดังที่ระบุไว้ในคำขวัญของจังหวัดอุทัยธานี

วัดจันทาราม

วัดจันทาราม หรือที่มักจะได้ยินผู้คนที่เคยผ่านไปผ่านมาเรียกกันจนติดปากว่า “วัดท่าซุง” ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม อาทิ วิหารแก้ว 100 เมตร ซึ่งภายในประดับไปด้วยกระจกทั้งหลังและยังเป็นที่เก็บสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลาของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำอันเป็นที่นับถือของลูกศิษย์มากมาย ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปมากมายที่ประชาชนผู้มีจิตศรัทธานำมาถวายไว้ พิพิธภัณฑ์สมบัติพ่อให้ ซึ่งเป็นที่จัดแสดงที่พักจำลองรวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่หลวงพ่อฤษีลิงดำเคยใช้ และที่พักปฏิบัติธรรมพินิจอักษร ที่มีไว้เพื่อให้ผู้ที่ต้องการมาปฏิบัติธรรม หรือแม้แต่บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้ามาพักค้างคืนได้เพียงแต่ต้องทำตามกฎระเบียบที่ทางวัดวางไว้อย่างเคร่งครัดเท่านั้น โดยราคาค่าที่พักก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของห้องพัก

นอกจากวัดวาอารามที่กล่าวถึงแล้ว เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของสถานที่แห่งนี้คงหนีไม่พ้นตลาดประจำเมือง ที่มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่าง พิพิธภัณฑ์บ้านจงรัก บ้านนกเขา ตลาดเก่าตรอกโรงยา และสถานที่อื่น ๆ ที่น่าไปท่องเที่ยวอย่างบริเวณที่ตั้งหมุดแผนที่โลก ณ ยอดเขาสะแกกรัง ที่สามารถใช้เป็นจุดชมวิวได้ทั้งยามพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดิน และสิ่งที่ขาดไปไม่ได้สำหรับที่นี่คือร้านขายของกินที่การันตีความอร่อยอย่างโกตี๋ข้าวมันไก่ เจ๊โหนกก๋วยเตี๋ยวไก่ ร้านบะหมี่ฮ่องเต้ และร้านไพพรรณขนมปังสังขยา เป็นต้น อย่างไรก็ดีหากใครมีโอกาสก็ขอให้ลองเปิดใจไปเที่ยวอุทัยธานี เมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบแห่งนี้กันดูสักครั้ง แล้วเรามาดูกันว่าคุณจะตกหลุมรักสถานที่แห่งนี้จริงหรือไม่

อยากได้ภาพโดนใจคู่กับสถานที่ท่องเที่ยวที่ใฝ่ฝันง่ายนิดเดียว

อย่างที่ทราบกันดีว่า พนักงานบริษัทเอกชน หรือพนักงานราชการ ลูกจ้างกินเงินเดือนทั่ว ๆ ไปอย่างเรา ๆ ที่ไม่ได้มีกิจการต่าง ๆ เป็นของตัวเอง พอให้มีเงินเหลือเฟือเพื่อจะไปท่องเที่ยวยังสถานที่ต่าง  ๆ ที่ใฝ่ฝันได้บ่อยครั้งเท่าที่ใจอยากนั้น เมื่อใดที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวแล้ว เป็นธรรมดาที่จะอยากเก็บความทรงจำต่าง ๆ เป็นภาพความประทับใจกับสถานที่ท่องเที่ยวในฝัน กันคนร่วมทางมาให้เต็มที่ ซึ่งเคล็ดลับวิธีที่จะช่วยให้เราทำสิ่ง ๆ นั้นได้เต็มที่ก็ง่ายนิดเดียว เพียงแต่เราอาจจะต้องลงทุนด้วยแรงสมองที่มีกันบ้างก็เท่านั้น

ในยุคที่ข้อมูลต่าง ๆ อยู่ใกล้แค่เอื้อมมือคว้า มีให้อ่านให้ศึกษากันมากมายสุดแต่ใจจะอยากรู้เรื่องอะไรนั้น แต่ก็มีบางคนที่ปล่อยเวลาก่อนวันท่องเที่ยวให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ยอมศึกษาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่จะไปโดยฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่งในทริปให้เป็นคนจัดแจงทุกสิ่งอย่าง ทั้ง ๆ ที่เรื่องง่าย ๆ อย่างมุมถ่ายรูปสุดชิคในสถานที่ต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องที่หาตัวอย่างได้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุด ก็คือการค้นหารูปภาพจากอินเทอร์เน็ต แต่บางคนก็เบื่อที่จะต้องมานั่งเปิดเว็บโน้นเข้าเว็บนี้ให้วุ่นวาย วิธีที่ง่ายกว่านั้นก็พอมีแนะนำ เพียงแค่คุณพิมพ์ Hashtag ชื่อสถานที่ที่คุณจะไปลงในแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยม อาทิ Facebook  Instagram หรือแม้แต่ Twitter เท่านี้รูปต่าง ๆ มากมายที่เคยมีคนไปเที่ยวยังสถานที่ในฝันของคุณก็จะปรากฏออกมามากมายให้คุณได้เลือกดูต้นแบบการโพสต์ท่าทางต่าง ๆ หรือแม้แต่มุมไหนของสถานที่ดังกล่าวที่สวยโดนใจคุณที่สุด เพื่อเป็นการประหยัดเวลาให้การถ่ายภาพเมื่อไปถึงยังสถานที่จริงแล้ว เพื่อให้คุณได้มีเวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศของสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ มากขึ้นนั่นเอง

การกระทำแบบนี้มิใช่การลอกเลียนแบบแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการหา Reference ที่คุณสนใจ และคิดว่าเหมาะสมกับตัวคุณเองมากที่สุด โดยคุณอาจนำข้อมูลเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับตัวเองก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียหายอะไร อย่ากลัวที่จะเหมือนคนอื่น เพราะเราทุกคนมีความเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนใคร ๆ อยู่แล้ว วิธีนี้มิได้ถูกใช้แต่กับการถ่ายรูปเท่านั้น แม้แต่การแต่งนิยาย การทำภาพยนตร์ ต่างก็ต้องมีการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาอย่างมากมายด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อให้ได้งานที่ตรงใจ ตรงกับความต้องการของตัวเองมากที่สุด

ทุกวันนี้ข้อมูลมีอยู่อย่างมากมาย จงใช้ข้อมูลนั้น ๆ ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเองและคนรอบข้างให้มากที่สุด แล้วก็อย่าลืมว่าบางครั้งบางทีข้อมูลที่อยู่ในมือเราก็อาจจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ๆ ไม่มากก็น้อย อย่าลืมที่จะรู้จักแบ่งปันกัน ช่วยเหลือกัน เท่านี้สังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมจริง ๆ หรือสังคมเสมือนอย่างโลกออนไลน์ก็คงจะน่าอยู่ไม่ใช่น้อย

เครดิตภาพ: https://tinyurl.com/y3ufjakx

อยุธยาเมืองเก่า ควรค่าให้เราเที่ยวชม

“อยุธยาเมืองเก่า” เป็นสถานที่ยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวไม่ว่าหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ส่วนใหญ่ต้องเคยผ่านไปผ่านมา ณ สถานที่แห่งนี้ไม่มากก็น้อย เนื่องด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครเท่าไหร่นัก อีกทั้งการเดินทางก็แสนจะสะดวกง่ายดาย ไม่ว่าจะขับรถส่วนตัวไปกันเป็นครอบครัวหมู่เพื่อนฝูง หรือนั่งรถไฟชิลล์ ๆ ไปกันแบบคู่รักวัยรุ่น หรือจะเป็นการนั่งเรือชมบรรยากาศของสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตามประสาคนมีอายุ ก็สามารถทำได้ด้วยกันทั้งนั้น

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีกิจกรรมสุดคลาสสิคที่รับรองว่าหากได้ลองทำแล้วกำลังขาของท่านจะต้องแข็งแรงขึ้นแน่นอน ซึ่งกิจกรรมนั้นก็ คือ การออกแรงปั่นจักรยานท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ รอบเกาะเมืองเก่า แค่อ่านดูก็น่าตื่นเต้นกันแล้วใช่ไหมล่ะ เราไปดูกันดีกว่าว่าเส้นทางปั่นจักรยานรอบเกาะเมืองของอยุธยานั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวใดน่าสนใจ ควรค่าแก่การแวะเที่ยวชมกันบ้าง

วัดมหาธาตุ

เชื่อเหลือเกินว่าหากให้นึกถึงวัดซักแห่งหนึ่งในอยุธยาที่ต่อให้คนส่วนใหญ่จะจำชื่อไม่ได้ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพของเศียรพระที่อยู่ในรากไม้นั้น เป็นภาพที่ใคร ๆ ต่างก็เห็นกันจนชินตา ไม่ว่าจะเป็นตามหน้าหนังสือนิตยสารการท่องเที่ยว หรือตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งเศียรพระพุทธรูปนี้คาดกันว่าถูกตัดออกจากองค์และหล่นมาอยู่ใต้ต้นโพธิ์ในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งสุดท้ายให้แก่พม่า และเมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปเศียรพระพุทธรูปก็จึงได้ปรากฏอยู่อยู่ในรากของต้นโพธิ์ที่อยู่ในวัดมหาธาตุอย่างที่เราท่านเห็นกัน ส่งผลให้วัดนี้เป็นที่สนอกสนใจแก่นักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาทั้งชาวไทยด้วยกันเองและชาวต่างชาติต่างภาษา

วัดราชบูรณะ

หากข้ามถนนจากบริเวณทิศเหนือของวัดมหาธาตุก็จะพบกับวัดราชบูรณะ ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ใกล้ ๆ กัน โดยวัดนี้โด่งดังเป็นอย่างมากจากกรณีข่าวว่ามีโจรเข้ามาขโมยสมบัติจากกรุวัดราชบูรณะ เรื่องราวเล่าขานเกี่ยวกับอาถรรพ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่คิดไม่ดีต่อสมบัติของชาติบ้านเมือง จนมีผู้นำเค้าโครงเรื่องนี้มาผูกและแต่งเป็นนวนิยายขายดี ตลอดจนนำมาผูกปมสร้างเป็นละครให้คนไทยได้รับชมกันหลายต่อหลายเรื่อง นอกจากเรื่องเล่าต่าง ๆ แล้ว ณ วัดแห่งนี้ก็เป็นโบราณสถานที่สำคัญที่สันนิษฐานกันว่าถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือที่รู้จักกันในชื่อ เจ้าสามพระยา เป็นสถานที่ที่ย้ำเตือนให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่เคยมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นเมืองหลวง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพระราชปรารภของพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงให้สร้างขึ้น เนื่องมาจากการขุดค้นพบพระพุทธรูป และสมบัติต่าง ๆ ภายในองค์พระปรางค์ วัดราชบูรณะ ซึ่งมีคุณค่าความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเหตุที่พิพิธภัณฑ์ใช้ชื่อนี้ก็เนื่องมาจากเพื่อเป็นการระลึกถึงเจ้าสามพระยา ซึ่งทรงเป็นผู้สถาปนาวัดราชบูรณะนั่นเอง โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 16.00 น.

และนอกจากสถานที่ดังกล่าวแล้วนั้น เมืองเก่าอย่างอยุธยาก็ยังมีหลากหลายสถานที่ให้นักท่องเที่ยวได้ไปเที่ยวชม เช่น วัดพระศรีสรรเพชญ์ วิหารพระมงคลบพิตร ศาลหลักเมือง วัดไชยวัฒนาราม วัดนิเวศธรรมประวัติ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และตลาดน้ำกรุงศรี เป็นต้นอย่างไรก็ตามหากอยากให้เยาวชนรุ่นลูกรุ่นหลานของเรามีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ไว้ศึกษากันอีกตราบนานเท่านาน วิธีง่ายที่จะช่วยกันอนุรักษ์สถานที่เหล่านี้เอาไว้ ก็เพียงแค่ท่องเที่ยวอย่างมีจิตสำนึก ไม่ทิ้งขยะหรือขีดเขียนลงไปบนโบราณวัตถุ หรือโบราณสถานอันล้ำค่าเหล่านั้นเท่านี้ก็เพียงพอ

เครื่องช่วยบันทึกความทรงจำจากการท่องเที่ยว

ช่วงเวลาที่ได้ท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข เพราะไม่เพียงประสบการณ์ ความแปลกใหม่ ที่นักท่องเที่ยวจะพึงได้พบได้เจอระหว่างทางเท่านั้น แต่ความสุขที่ได้จากการใช้เวลาร่วมกันกับคนที่เรารักไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูงหรือคนรักก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่ชวนให้นักเดินทางทั้งหลายต่างก็หลงใหลและติดอกติดใจอยากจะมีช่วงเวลา หรือบรรยากาศดีดีเหล่านั้นอีกกันบ่อย ๆ

แต่อย่างไรก็ตามด้วยภาระหน้าที่การงานต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมาย ทำให้ใครหลายคนไม่สามารถที่จะทำตามใจในแบบที่ตนเองอยากทำได้ คงทำได้เพียงเฝ้ามองดูภาพเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างทางที่ได้เก็บมาเป็นความประทับใจเพียงเท่านั้น ซึ่งเครื่องเก็บความทรงจำประเภทรูปถ่ายนั้นก็มีด้วยกันหลากหลายประเภทอุปกรณ์ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกใช้ตามสไตล์ ความถนัดรสนิยม ตลอดจนตามงบประมาณของตนเอง โดยอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น ได้แก่

กล้องโทรศัพท์มือถือ

กล้องโทรศัพท์มือถือเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่เน้นเก็บความทรงจำ ต้องการความสะดวกสบาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องพกพาอุปกรณ์มากมายนอกเหนือจากที่เคยพกพาปกติทั่วไป ซึ่งจะว่าไปแล้วในเรื่องของคุณภาพรูปถ่ายที่ได้จากกล้องประเภทนี้นั้นก็ค่อนข้างมีคุณภาพไม่แพ้กล้องถ่ายรูปราคาแพง ๆ เลยก็ว่าได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์ของโทรศัพท์ที่เลือกใช้ด้วย เนื่องจากทุกวันนี้มีการแข่งขันระหว่างค่ายผลิตมือถือกันมากพอสมควร ส่งผลให้คุณภาพของมือถือมีสูงขึ้นในราคาที่จับต้องได้ ผู้ใช้งานทั่วไปจึงสามารถที่จะเข้าถึง และมีทางเลือกเพื่อคัดสรรมือถือตามความพึงพอใจและรูปแบบการใช้งานของตนเองมากยิ่งขึ้น

กล้อง Mirrorless

อย่างไรก็ตามสำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่ต้องการเพิ่มความจริงจังในการถ่ายรูปการท่องเที่ยวขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งนั้น ก็มักจะหันมาสนใจกับเจ้ากล้องที่มีขนาดเล็กแต่คุณภาพไม่เล็กตามขนาดอย่างกล้อง Mirrorless ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการจำลองเอากล้อง DSLR มาอยู่ในกล้องที่มีรูปทรงที่มีขนาดเล็กขึ้น โดยการลดการใส่กระจกสะท้อนภาพเข้าไปในตัวกล้อง และเมื่อรวมถึงหน้าตารูปทรงที่ค่อนข้างกะทัดรัด และสไตล์การออกแบบกล้องส่วนใหญ่ที่มาในแนววินเทจก็เป็นที่ถูกอกถูกใจนักท่องเที่ยววัยรุ่นเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่านอกจากจะได้อุปกรณ์ช่วยเก็บความทรงจำชั้นเยี่ยมแล้วยังได้พร็อพที่เท่ ๆ คูล ๆ ประดับภาพอีกด้วย

กล้อง DSLR

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่มีความจริงจังมาก ๆ ในการถ่ายรูปนั้น ก็อาจจะใช้กล้องที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ที่ให้คุณภาพรูปถ่ายสูงมาก ๆ อย่างกล้อง DSLR เพื่อที่จะทำให้ตนเองนั้นไม่พลาดทุกบรรยากาศของการท่องเที่ยว เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยคุณภาพของกล้องประเภทนี้นั้น ต่อให้แสงจะมืด หรือมีน้อยมากแค่ไหนนั้น ก็ไม่เป็นปัญหาต่อการจัดเก็บรูปภาพแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามนอกจากอุปกรณ์ที่สามารถช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเก็บภาพความทรงจำต่าง ๆ ได้อย่างจุใจดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็ยังมีกล้องอื่น ๆ อีกหลายประเภทที่ไม่ได้กล่าวถึง เช่น กล้องฟิล์ม กล้องโพราลอยด์ หรือกล้องประเภท Action Camera เป็นต้น ซึ่งการจะเลือกใช้อุปกรณ์ชนิดไหนนั้นก็คงจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลไป ตามรูปแบบตามความชอบ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามต่อให้เราท่านมีอุปกรณ์ที่ดีมากเพียงไหน แต่ถ้าหากเราไม่มีความรู้ในการใช้งานอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้วล่ะก็ คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อยกับราคาค่างวดต่าง ๆ ที่ต้องเสียไปกับเจ้าอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น เพราะฉะนั้นจงอย่าลืมว่าอุปกรณ์เป็นสิ่งจำเป็น แต่ความรู้ในการใช้งานเป็นสิ่งที่จะขาดไปเสียมิได้

ดิถีจันทร์สำคัญไฉนกับนักเดินทางที่ชอบเดินป่า

โลกของเราเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์บริวารของระบบสุริยะ ซึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางและเป็นแหล่งกำเนิดแสงของโลก การหมุนรอบตัวเองของโลกทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน โดยพื้นที่ด้านที่โลกหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์จะเป็นเวลากลางวัน ในขณะที่ด้านที่ไม่ได้หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์นั้นเป็นเวลากลางคืน และแน่นอนว่าสิ่งที่อยู่คู่กับโลกในตอนกลางคืนก็คือแสงจันทร์ ซึ่งเป็นดวงจันทร์บริวารหนึ่งเดียวของโลก

เป็นที่ทราบกันดีว่าแสงจันทร์ที่เราเห็นอยู่นั้นมิได้เป็นแสงสว่างในตัวเอง เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง แต่แสงนวล ๆ ที่เราเห็นนั้นเป็นเพียงแสงของดวงอาทิตย์ที่ส่องมาตกกระทบยังดวงจันทร์แล้วสะท้อนเข้ามาสู่ตาเรา ๆ ที่อยู่บนพื้นโลก และการที่ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองใช้ระยะเวลาเท่า ๆ กันกับระยะเวลาที่ใช้หมุนรอบโลก เกือบ ๆ หนึ่งเดือน ทำให้เราเห็นดวงจันทร์เพียงแค่ด้านเดียว และดวงจันทร์ที่เห็นกันในแต่ละค่ำคืนนั้นก็มีแสงสว่างที่ไม่เท่ากัน เรียกกันว่า “ดิถีจันทร์”

เป็นที่ทราบกันดีว่าโลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก (ทวนเข็มนาฬิกา) ส่งผลให้ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาวนั้นขึ้นทางทิศตะวันออก และดิถีจันทร์นี้เองที่ถึงแม้ดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการถ่ายภาพแล้วล่ะก็ การมีความรู้ในเรื่องนี้อาจจะช่วยให้ได้ภาพที่สวยงามถูกใจตนเองเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนักเดินทางที่ชอบแนวผจญภัยเดินป่า เนื่องจากหนึ่งในเสน่ห์ของการเดินเท้าเข้าป่านั้นก็คือค่ำคืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยทะเลดาว หรือค่ำคืนที่สว่างจ้าไปด้วยแสงจันทร์เต็มดวงบนฟากฟ้าอันเป็นรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนักเดินป่านั่นเอง

และแน่นอนว่าคืนที่ดาวจะเต็มฟ้าดีที่สุดนั้นย่อมเป็นค่ำคืนที่ท้องฟ้ามืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่างนวลจากดวงจันทร์ คือ คืนเดือนดับช่วงเวลาแรม 15 ค่ำ ซึ่งในหนึ่งเดือนก็จะมีสักหนึ่งครั้ง เฉกเช่นเดียวกับคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวงราว ๆ ขึ้นสิบห้าค่ำนั่นเอง นอกจากนี้แรงดึงดูดระหว่างดวงจันทร์กับโลกยังส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าน้ำขึ้น – น้ำลงในแต่ละวันอีกด้วย และอิทธิพลผลจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ต่อดวงจันทร์และโลกก็ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าน้ำขึ้นสูงสุด (น้ำเกิด) และน้ำลงต่ำสุด (น้ำตาย) ซึ่งเกิดขึ้นสองครั้งในหนึ่งเดือนอีกด้วย

ความรู้เกี่ยวกับดิถีจันทร์เป็นความรู้พื้นฐานที่เป็นประโยชน์ ที่บางคนอาจหลงลืมไปบ้าง อย่างไรก็ตามดังสุภาษิตที่ว่า “รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม” เพราะนอกจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ท่องเที่ยวที่เราสนใจ ต้องการจะไปเยือนจะเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาค้นคว้าแล้วนั้น ความรู้รอบตัวหรือความรู้จำเป็นทั่ว ๆ อื่น ๆ ไปก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ด้วยเป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มให้การท่องเที่ยวของเรานั้นน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น และได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะการท่องเที่ยวในแต่ละครั้งต้องใช้ทั้งเวลา ใช้ทั้งเงินทอง ดังนั้นจึงอยากให้เรา ๆ ท่าน ๆ ได้รับความสุขและสนุกให้ครบทุกด้านมากที่สุดนั่นเอง

รู้เขารู้เรา รู้พื้นที่วางแผนดี ท่องเที่ยวมีความสุข

ขึ้นชื่อว่านักเดินทางย่อมมีหลายประเภท และเป็นเรื่องที่ธรรมดาทั่วไปมาก ๆ สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยว ที่เมื่อมีเวลาว่างเมื่อใดก็ตาม ก็มักจะต้องค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ตนเองสนใจ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทางตัวจริง ที่อยากจะมีความรู้เกี่ยวกับสถานที่ที่ตนเองต้องการจะไปเยี่ยมเยือน ไม่เพียงแค่ประวัติของสถานที่ต่าง ๆ ที่น่าสนใจเท่านั้น แม้แต่สภาพสังคมของคนในชุมชนโดยรอบสถานที่นั้น ๆ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และยิ่งไปกว่านั้นเส้นทางในพื้นที่ยิ่งเป็นสิ่งที่ควรศึกษาให้ดีก่อนจะถึงวันเดินทางจริงเป็นอย่างมาก เพราะอย่างที่เขาบอกกันว่า “รู้เขารู้เรา เที่ยวกี่ครั้งก็สนุกได้ไม่รู้เบื่อ”

และแน่นอนว่าแอปพลิเคชันที่จะมาเป็นตัวช่วยให้เราท่องเที่ยวได้อย่างราบรื่นมากที่สุดแอปหนึ่งก็คงหนีไม่พ้น Google Map ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว ไม่ว่าจะค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก หรือร้านอาหาร ต่างก็มีให้เลือกมากมาย และสิ่งที่ดีที่สุดของเทคโนโลยีในยุคสมัยนี้ก็คือ แผนที่พวกนี้นอกจากจะเรียกดูได้แบบออนไลน์แล้วก็ยังสามารถใช้บริการได้แบบออฟไลน์อีกด้วย เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางสถานที่ท่องเที่ยวนั้น บางทีดูเหมือนสัญญาณโทรศัพท์ก็ดูจะไม่ค่อยเป็นใจซักเท่าไหร่ หรือบางทีแบตเตอรี่ของเจ้าอุปกรณ์คู่ใจก็กลับมาหมดลงกลางคันเสียได้ หรือบางครั้งอาจต้องยอมรับว่าถึงแม้สถานที่แนะนำบนแผนที่จะมากซักเพียงใด แต่บางทีก็อาจจะไม่ครอบคลุมกับบางสถานที่ที่เราอยากไปแต่ยังไม่ได้ถูกกำหนดลงบนแผนที่ก็เป็นได้

ตัวช่วยที่จะมาแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ให้หมดไป คือ โปรแกรม “Google Earth Pro” ที่ทางบริษัท Google เปิดให้ดาวน์โหลดมาใช้กันอย่างฟรี ๆ นั่นเอง ซึ่งผู้อ่านบางท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าเราสามารถที่จะปักหมุดสถานที่ต่าง ๆ ที่เราสนใจลงใน Google Earth Pro แล้วนำไปเชื่อมต่อกับ Google Map โดยไฟล์ที่เรียกว่า KML (Keyhole Markup Language) ซึ่งเป็นนามสกุลไฟล์ที่มีไว้ใช้สำหรับโปรแกรมเชิงพื้นที่นั่นเอง นอกจากการปักหมุดในสถานที่ต่าง ๆ แล้วนั้น ยังสามารถใช้ฟังก์ชันที่เรียกว่า Street View ศึกษาเส้นทางหรือแม้แต่ดูสถานที่ต่าง ๆ ที่เราต้องการจะไป เช่น แลนด์มาร์คของสถานที่
นั้น ๆ หรือแม้แต่การวัดระยะทางเส้นทางจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย เรียกได้ว่าเราสามารถวางแผนตารางการเดินทางของเราล่วงหน้าได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเสมือนว่าเคยไปสถานที่นั้น ๆ มาก่อนแล้วก็ว่าได้ และนอกจากจะทำเป็นแผนที่ออนไลน์ได้ ในกรณีฉุกเฉินอาจพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษด้วยฟังก์ชันการทำแผนที่ที่ทางโปรแกรมฯ จัดเตรียมไว้ให้ก็ได้

เรียกได้ว่าหากรู้จักการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีที่มีให้ใช้สอยในปัจจุบันได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าแล้วนั้น การเดินทางของเราก็คงจะผ่านไปได้ด้วยความสวัสดิภาพ และเชื่อว่าเราและเพื่อน ๆ จะได้รับความทรงจำที่ดีดีจากตารางการท่องเที่ยวที่จัดเตรียมไว้อย่างดีอีกด้วย เป็นดั่งคำที่เขาว่ากันว่า “วางแผนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” วางแผนดีคนที่เรารักที่เราพาเขาไปเที่ยวด้วยก็คงจะมีความสุข และประทับใจในความเตรียมพร้อมของเราไม่รู้ลืมอย่างแน่นอน

ท่องเที่ยวเนิบ ๆ สไตล์นักเดินทางสายชิลล์กับสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องห้ามพลาดในตัวเมืองน่าน

จังหวัดน่าน เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย เป็นหนึ่งในจังหวัดที่เป็นประตูไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องของไทยอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มนต์เสน่ห์ของจังหวัดนี้ คือ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะหลงผ่านเข้าไปเยือนยังสถานที่แห่งนี้ แต่ต้องเป็นคนที่ต้องตั้งใจไปจริง ๆ เนื่องจากเส้นทางเข้าสู่จังหวัดนี้เป็นเส้นทางที่ไม่ผ่านจังหวัดใด ๆ เลยนั่นเอง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องห้ามพลาดในตัวเมืองน่านที่อยากแนะนำประกอบไปด้วยสถานที่ดังต่อไปนี้

วัดภูมินทร์

นักท่องเที่ยวน้อยคนนักที่เมื่อได้มีโอกาสมาเยือนเมืองน่าน แล้วจะไม่แวะมาสักการะพระพุทธรูป ณ วัดภูมินทร์แห่งนี้ เนื่องด้วยวัดแห่งนี้มีจิตกรรมฝาผนังอันมีชื่อเสียงโด่งดังประจำจังหวัดน่านอย่าง “ปู่ม่านย่าม่าน” เรื่องราวของคู่รักหญิงชายที่กำลังทำท่าทางกระซิบกัน จนได้รับการเรียกขานกันอีกหนึ่งชื่อว่าภาพ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งเป็นผลงานมีชื่อของ
จิตกรฝีมือประณีตเชื้อสายไทลื้ออย่าง “หนานบัวผิน” อีกทั้งวัดแห่งนี้ยังมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก คือ
“พระอุโบสถจตุรมุข” ซึ่งภายในประดิษฐานองค์พระประธานจตุรทิศ 4 องค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยตั้งหันหน้าออกประตูทั้ง 4 ทิศ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมชมด้วยกันทั้งสิ้น

วัดพระบรมธาตุแช่แห้ง

เป็นที่ทราบกันดีว่าวัดพระบรมธาตุแช่แห้งเป็นพระอารามหลวง ซึ่งเป็นพระธาตุที่คนเกิดปีเถาะจะต้องหาโอกาสมานมัสการกันให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะสำหรับคนที่มีความศรัทธาที่แรงกล้าแล้วนั้น การได้สักการะพระธาตุประจำปีเกิดเป็นอะไรที่เชื่อกันว่าน่าจะได้อานิสงส์ผลบุญเป็นอย่างมาก ซึ่งสถานที่ตั้งของพระธาตุแห่งนี้ก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมืองน่านมากนัก เพียงแค่ใช้เส้นทางถนนทางหลวงหมายเลข 1168 มุ่งไปทางทิศตะวันออกโดยข้ามแม่น้ำน่านไปเป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร จากวัดภูมินทร์ ทั้งนี้หากนักท่องเที่ยวท่านใดที่ถึงแม้จะไม่ได้เกิดปีเถาะแต่ก็สามารถมาสักการะ มาเยี่ยมชมสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้ ด้วยเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดน่านมาอย่างช้านาน

วัดพระธาตุเขาน้อย

ณ บริเวณพื้นที่ทางตะวันตกของตัวเมืองน่าน เป็นสถานที่ตั้งของวัดพระธาตุเขาน้อย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ของดอยเขาน้อย ในเขตพื้นที่ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน จุดเด่นของวัดแห่งนี้ คือ จุดชมวิวทิวทัศน์ที่สามารถมองเห็นตัวเมืองน่านได้อย่างสุดลูกหูลูกตา และที่บริเวณนี้ยังมีพระพุทธรูปปางประธานพรซึ่งถูกสร้างขึ้นในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อปี พ.ศ.2542 โดยมีชื่อว่าพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งถูกประดิษฐานอยู่บนฐานดอกบัวที่สูงถึง 9 เมตร หันหน้าออกสู่ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของตัวเมืองน่านและแม่น้ำน่าน

อย่างไรก็ดีนอกจากสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ตัวเมืองน่านยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑสถาน วัดวาอาราม หรือร้านอาหาร ตลอดจนร้านขนมมากมายรอคอยให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยม มาชิมมาชม และ ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตการท่องเที่ยวแบบเนิบ ๆ กับที่เมืองน่านแห่งนี้ดูสักครั้ง ไม่แน่ว่าจังหวัดที่คุณไม่เคยตั้งใจมาอาจเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สงบน่าหลงใหลจนคุณลืมไม่ลงเลยก็เป็นได้