เที่ยวกรุงลอนดอนตามสไตล์แฟนบอล เยี่ยมชม 3 สนามใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก

ประเทศอังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่คลั่งไคล้ฟุตบอลเป็นอย่างมาก เฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงลอนดอนเพียงเมืองเดียว ก็เต็มไปด้วยสโมสรฟุตบอลนับ 100 แห่งทั้งในระดับอาชีพและกึ่งอาชีพ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มักจะพบเห็นสนามฟุตบอลโดยตลอด แต่สนามฟุตบอลที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและแฟนบอลทั่วโลกคงหนีไม่พ้นสนามของบรรดาสโมสรใหญ่แห่งกรุงลอนดอนอย่างเชลซี, อาร์เซน่อล และท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งเราจะไปทำความรู้จักกับสนามเหย้าของทั้ง 3 สโมสรยักษ์ใหญ่กัน

สแตมฟอร์ด บริดจ์

สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นสนามเหย้าของทีมเชลซี สโมสรแรกของลอนดอนที่คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ตัวสนามตั้งอยู่ในย่านฟูแล่ม เปิดใช้มาตั้งแต่ปี 1877 ปัจจุบันมีความจุผู้ชม 41,837 ที่นั่ง ซึ่งมีโครงการขยายความจุในอนาคตเป็น 63,000 ที่นั่งภายในปี 2023 โดยทางสโมสรเปิดให้เข้าเยี่ยมชมสนามและพิพิธภัณฑ์ได้ในราคา 19 ปอนด์สำหรับผู้ใหญ่ และราคา 13 ปอนด์ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

การเดินทางมายังสนามมีความสะดวกสบายด้วยระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถเมล์และรถไฟใต้ดิน โดยมีป้ายรถเมล์ถึง 2 จุดบริเวณด้านหน้าสนามบนถนนฟูแล่ม ส่วนทางออกรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือสถานี Fulham Broadway ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ขับรถยนต์ส่วนตัวเนื่องจากบริเวณรอบ ๆ สนามเป็นเขตห้ามจอดรถ

เอมิเรตส์ สเตเดียม

เอมิเรตส์ สเตเดียม เป็นสนามฟุตบอลประจำทีมอาร์เซน่อล สโมสรฟุตบอลอาชีพแห่งแรกของกรุงลอนดอน ตั้งอยู่ในย่านฮอลโลเวย์ทางตอนเหนือของลอนดอน เริ่มเปิดใช้งานเมื่อปี 2006 เพื่อทดแทนสนามเดิมอย่าง ไฮบิวรี่ ซึ่งทำให้สามารถรองรับแฟนบอลได้ถึง 60,704 ที่นั่ง โดยตั๋วเข้าชมสนามและพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่มีราคา 25 ปอนด์ และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีราคา 16 ปอนด์

การเดินทางมายังสนามที่สะดวกที่สุดคือใช้บริการรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน Piccadilly Line โดยลงที่สถานีอาร์เซน่อล ซึ่งเมื่อออกจากสถานีมาแล้วให้เดินเท้าต่ออีก 300 เมตรก็จะถึงสนาม

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม เป็นรังเหย้าแห่งใหม่ของสโมสรท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ที่สร้างขึ้นบนตำแหน่งของสนามดั่งเดิมอย่าง ไวต์ฮาร์ทเลน ด้วยมูลค่าการก่อสร้างกว่า 1,000 ล้านปอนด์ และเพิ่งทำการเปิดใช้อย่างเป็นทางการไปเมื่อปี 2019 โดยได้ชื่อว่าเป็นสนามฟุตบอลระดับสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในกรุงลอนดอนด้วยความจุสูงสุด 62,303 ที่นั่ง ด้วยความใหม่ของสนามจึงทำให้ราคาเข้าชมสนามและพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่มีราคาสูงถึง 30 ปอนด์ ในขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีราคาเพียง 15 ปอนด์เท่านั้น

การเดินทางมายังสนามสามารถเลือกได้หลายช่องทางทั้งรถไฟใต้ดินสาย Victoria ลงที่สถานี Seven Sisters, รถชัตเตอร์บัส รวมไปถึงรถยนต์ส่วนตัว เนื่องจากสนามอยู่ใกล้กับทางด่วน

โดยหากต้องการทัวร์สนามฟุตบอลและพิพิธภัณฑ์อย่างจุใจครบทุกที่ แฟนบอลสามารถเลือกซื้อบัตร London Pass เพียงบัตรเดียวก็สามารถเข้าชมได้ทั้งที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และเอมิเรตส์ สเตเดียม น่าเสียดายที่ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ แต่ก็ชดเชยด้วยการทัวร์สนามเวมบลีย์แทน นอกจากนั้น London Pass ยังสามารถใช้เข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของกรุงลอนดอนได้กว่า 60 แห่งอีกด้วย

เครดิตภาพ: https://d2bq2usf2vwncx.cloudfront.net/Pictures/780xany/1/5/6/1817156_Emirates-Stadium-by-JPellgen.jpg

แพทสเตเดี้ยม ฉบับปรับปรุงใหม่ พร้อมลุย AFC แชมเปี้ยนลีก

สโมรสรการท่าเรือเป็นสโมสรเก่าแก่ที่อยู่คู่วงการฟุตบอลไทยมานานหลายปี เป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงในเรื่องความเหนียวแน่นของกองเชียร์ ว่ากันว่าแฟนบอลท่าเรือขึ้นชื่อในเรื่องความโหดดิบเถื่อน (ในเรื่องการเชียร์) เป็นอันดับต้น ๆ ในลีก เพราะตั้งอยู่ในเขตท่าเรือคลองเตยที่มีชุมชนอยู่กันอย่างหนาแน่น ทำให้แฟน ๆ ของท่าเรือได้อยู่กับทีมมานานรุ่นต่อรุ่น แม้จะห่างหายจากตำแหน่งแชมป์มาหลายปี แต่สโมรสรการท่าเรือก็มีชื่อเข้าชิงแชมป์ลีกทุกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ เข้ามาบริหาร ความสำเร็จก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ

สนามเล็กและแออัดจะขยับขยายอย่างไร

                ทุกท่านคงได้เห็นผลงานของสิงห์ท่าเรือจากการอัพเดตของ VWIN ตลอดฤดูกาล 2018 – 2019 และบทสรุปคือสโมสรการท่าเรือทำอันดับในลีกจบที่อันดับสองในฤดูกาล 2018 – 2019 ก็ถึงคราวที่ทีมจะต้องเข้าไปลุยในศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนลึก ถึงแม้จะเป็นรอบคัดเลือกรอบสองยังไม่สามารถเข้ารอบแบ่งกลุ่มอัตโนมัติ และอาจจะเป็นการแข่งขันเพียงนัดเดียวหากแพ้ขึ้นมา นโยบายของมาดามแป้งก็ไม่อยากที่จะทำลวก ๆ ด้วยการย้ายไปแข่งที่สนามอื่นตามกฎของเอเอฟซี ที่สนามที่ใช้แข่งจะต้องผ่านมาตรฐานเอเอฟซี คลับไลเซนซิ่ง ซึ่งทุกที่นั่งในสนามต้องมีเก้าอี้ และมีห้องต่าง ๆ ตามกฎ ซึ่งหากมาดามแป้งจะย้ายไปใช้สนามอื่นก็คงไม่มีใครว่าอะไรเพราะอาจจะเป็นบอลแค่นัดเดียว แต่เพื่อสร้างมาตรฐานและเป็นการเอาใจแฟนบอลชาวท่าเรือ มาดามจึงตัดสินใจปรับปรุงสนามให้ทันกำหนดของเอเอฟซี

                สนามจึงมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ทั้งติดตั้งเก้าอี้รอบสนาม ปูหญ้าใหม่ และสร้างห้องพักนักกีฬาและห้องพักผู้ตัดสิน รวมถึงทีมงานของเอเอฟซี มาดามก็จัดให้เสร็จทันเวลา ทำให้เมืองไทยมีสนามที่ได้มาตรฐานเอเอฟซีเพิ่มอีกหนึ่งสนาม

                เคยมีการถามว่าทำไมมาดามถึงไม่คิดย้ายไปสร้างสนามใหม่ เพราะสนามแพทสเตเดี้ยมมีขนาดเล็กด้วยความที่ตั้งอยู่ในเขตการท่า ทำให้มีพื้นที่ในการขยับขยายน้อยมาก กลายเป็นสนามที่เล็กที่สุดสนามหนึ่งในเมืองไทย แต่ข้อดีของสนามแพทสเตเดี้ยมที่ถึงแม้จะเล็กขยับขยายยาก แต่ความใกล้กันของแฟนบอลกับขอบสนาม ทำให้แม้จะมีผู้ชมในสนามน้อยแต่ก็ทำให้คนดูเต็มสนาม เสียงเชียร์และเสียงโห่ดังและกดดันทีมเยือนได้มาก นี่จึงเป็นข้อดีของสนามแพทสเตเดี้ยมที่หาที่อื่นมาเทียบเคียงได้ยาก

การลงทุนที่คุ้มค่า

                แม้จะมีเสียงค่อนขอดว่าการลงทุนปรับปรุงสนามครั้งนี้จะสูญเปล่า แต่หากมองดูดีดี นอกจากเราจะมีสนามที่มีคลับไลเซนซิ่งเพิ่มขึ้นแล้ว สำหรับทีมการท่าเรือเองอาจจะได้เปรียบเสียงเชียร์ในการแข่งขัน เอเอฟซี แชมเปี้ยนลีก ไม่แน่ว่าเสียงเชียร์อันดุดันจะข่มขวัญคู่แข่งจากทั่วเอเชียจนนำความสำเร็จในระดับเอเชียร์มาสู่ถิ่นคลองเตยก็ได้

Pancho Aréna สนามฟุตบอลหรืองานศิลปะ

มีความเชื่อว่าหากมนุษย์เราท้องอิ่ม ปลอดภัย มีความเป็นอยู่ที่ดี จะเกิดความคิดสร้างสรรค์แสดงออกผ่านศิลปะในแบบต่าง ๆ ความเชื่อนั้นอาจจะมีส่วนถูกเพราะประเทศสงบสุข คุณภาพชีวิตของประชากรดีมักจะมีศิลปินสรรสร้างผลงานศิลปะเพื่อจรรโลงโลกอยู่เสมออย่างเช่น นอร์เวย์ อิตาลี บัลแกเรีย ออสเตรีย และเช็ค ประเทศเหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยศิลปินมีชื่อมากมาย เปรียบดังเมืองหลวงแห่งผลงานศิลปะทุกแขนง เช่นเดียวกันกับฮังการี ประเทศเล็ก ๆ แสนสงบสุขในยุโรปที่วรรณกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และสถาปัตยกรรม รุ่งเรืองถึงขีดสุดสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรในประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Pancho Aréna สนามฟุตบอลที่สวยงามราวกับโรงละครในภาพฝัน

Pancho Aréna เป็นสนามฟุตบอลของสโมสร Puskás Akadémia FC สโมสรเล็ก ๆ ในฮังการีที่เชื่อว่าแฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นชื่อในการแข่งขันระดับทวีปมาก่อน สนามแห่งนี้มีความจุแค่ 5,000 ที่นั่งเท่านั้น และด้วยความเป็นสนามฟุตบอลขนาดเล็กนี่เองจึงทำให้ อิมเร มาโคเว็ตซ์ สถาปนิกชาวฮังกาเรี่ยนสามารถรังสรรค์ผลงานสุดบรรเจิดนี้ขึ้นมาประดับโลกาได้อย่างเต็มที่ Pancho Aréna ได้แรงบันดาลใจมาจากโบสต์ของชาวคริสเตียน ออกแบบโดยใช้สถาปัตยกรรมแนวนีโอโกธิค โครงสร้างโดยรวมเป็นคอนกรีตกึ่งไม้ และการประดับด้วยไม้ นี่เองที่ทำให้สนามแห่งนี้มีความแตกต่างจากสนามฟุตบอลอื่น ๆ ไม้ที่ว่าถูกนำเอามาทำเป็นซุ้มทรงโค้งคล้ายกิ่งก้านของต้นปาล์มหรือต้นมะพร้าวเพื่อเป็นโครงสร้างรับน้ำหนักหลังคาอีกที เมื่อดูเผิน ๆ จะเหมือนต้นไม้หลาย ๆ ต้นเรียงสลับกันตามแนว พิจารณาดูดี ๆ จะเห็นถึงความสลับซับซ้อนและความสุดยอดของงานออกแบบ โครงสร้างประดับด้วยไม้นั้นเมื่อต้องแสงไฟแล้วจะทำให้สนามดูมีมิติ หรูหรา จนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นสนามกีฬาเพราะคล้ายโรงละครโอเปร่าเสียมากกว่า

ความโดดเด่นของสนามแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงสถาปัตยกรรมภายในเท่านั้น ภายนอกสนามเองก็ดูแตกต่างไม่เหมือนใคร ทางทิศเหนือที่ติดกับสนามซ้อมของสโมสรและทิศใต้ที่เป็นประตูทางเข้า ทั้งสองด้านสถาปนิกตั้งใจใช้หลังคาสีดำด้านและลูกเล่นโครงสร้างทรงโค้งทำให้ดูเหมือนเป็นค้างคาวขนาดมหึมากำลังสยายปีก ยังไม่หมดแค่นั้นในส่วนของทางเข้าพิเศษสำหรับแขกวีไอพีปากทางเข้ายังถูกประดับประดาให้ดูเหมือนเป็นปราสาทในเทพนิยายอีกต่างหาก

หากใครอยากยลความงามของสนาม Pancho Aréna ก็ไม่ยากเพียงเดินทางไปที่เมือง Felcsut ประเทศฮังการีก็ได้ชมสนามที่เหมือนผลงานศิลปะขนาดยักษ์แห่งนี้แล้ว ซึ่งนอกจากปลายทางที่สนาม Pancho Aréna ระหว่างการเดินทางหรือเที่ยวชมสถานที่อื่น ๆ คุณจะได้เห็นศิลปะนานาชนิดของประเทศอันงดงามนี้ผ่านตาอยู่ตลอด ซึ่งการได้เสพย์งานศิลป์นั้นถือว่าเป็นความผ่อนคลายที่ดีมาก ๆ อย่างหนึ่ง เพราะนอกจากจะปลดเปลื้องความเครียดแล้วยังทำให้จิตใจของผู้คนอ่อนโยน ไม่แข็งกร้าว ยิ่งหากได้ชมเกมฟุตบอลไปด้วยเสพย์งานศิลป์ไปด้วยถือว่าเป็นโชคสองชั้นเลยทีเดียว จะว่าไปก็น่าอิจฉาแฟนบอลของ Puskás Akadémia FC เหมือนกันนะเนี่ย